05 มิถุนายน, 2568
ประวัติเงินตราโบราณของภาคใต้
ประวัติหน่วยเงินในประเทศไทยเริ่มขึ้นเมื่อชุมชนขยายตัวในดินแดนที่เป็นแหลมอินโดจีนในปัจจุบัน หรือที่เรียกกันในสมัยก่อนว่า "สุวรรณภูมิ" ซึ่งเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชนหลายเชื้อชาตินับตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ มีสร้างเมือง เขตแคว้นและพัฒนามาเป็นราชอาณาจักร โดยเงินตราที่ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนจะมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป และเงินตราไทยเริ่มมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนเมื่ออาณาจักรสุโขทัยเรืองอำนาจ โดยได้ผลิตเงินตราที่ทำขึ้นจากโลหะเงิน มีสัณฐานกลม เรียกว่า “เงินพดด้วง” ออกใช้ และสืบทอดสู่ยุคกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น เงินพดด้วงเป็นเงินตราประจำชาติไทยมายาวนานกว่า 600 ปี ก่อนที่จะมีการผลิตเหรียญกษาปณ์ออกใช้เป็นเงินตราจนกระทั่งทุกวันนี้
สมัยอาณาจักรศรีวิชัย
ประมาณพุทธศตวรรษที่ 13 การค้าทางทะเลมีความสำคัญมากขึ้น ส่งผลให้เมืองที่อยู่บนคาบสมุทรมลายู ได้แก่ ไชยา และนครศรีธรรมราช มีความสำคัญมากขึ้น จนในที่สุดดินแดนแถบนี้จนถึงเกาะสุมาตราได้รวมตัวกันเป็นอาณาจักรศรีวิชัย ที่มีระบบการปกครองในระบอบกษัตริย์ ประชาชนนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน และเนื่องจากมีความสามารถทางด้านการค้าขาย จึงมีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาติดต่อแลกเปลี่ยนสินค้ากันมาก หลักฐานการขุดพบสื่อกลางหรือเงินตราในอาณาจักรแห่งนี้มี 2 ประเภท คือ “เงินดอกจัน” ซึ่งมีลักษณะค่อนข้างกลมแบน ทำด้วยโลหะเงินและทองคำ ด้านหนึ่งเป็นตรา 4 แฉก ส่วนอีกด้านหนึ่งมีอักษรสันสกฤตโบราณอ่านได้ว่า “วร” แปลว่า “ประเสริฐ” อีกชนิดหนึ่ง เรียกว่า “เงินนโม” มีลักษณะค่อนข้างกลมแบน มีขนาดเล็ก ด้านหนึ่งมีอักษรสันสกฤตโบราณคล้ายอักษร “น” ส่วนอีกด้านหนึ่งมีรอยบากเป็นร่องตรงกลาง ทำจากแร่เงินผสมพลวงซึ่งเป็นแร่ที่หาได้ง่ายทางภาคใต้ ด้วยเหตุที่ประชาชนในบริเวณนี้นับถือศาสนาพุทธ จึงได้ตั้งชื่อเงินตราที่มีอักษร “น” ว่า “เงินนโม”
สมัยอาณาจักรสุโขทัย
อาณาจักรสุโขทัยมีอำนาจและพัฒนาบ้านเมืองจนเจริญถึงขีดสุดในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช มีการขยายอาณาเขตลงไปทางใต้จนตลอดแหลมมลายู รวมทั้งมีการผลิตถ้วยชาม และเครื่องปั้นดินเผาที่สวยงามและมีคุณภาพ เรียกว่า “สังคโลก” ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของสุโขทัย การค้าขายในอาณาจักรสุโขทัยพบว่ามีการใช้สื่อกลางการแลกเปลี่ยนรูปแบบต่าง ๆ แต่สื่อกลางการแลกเปลี่ยนที่เป็นเอกลักษณ์ คือ “เงินพดด้วง” ซึ่งนับเป็นเงินตราไทยโดยแท้และใช้แลกเปลี่ยนหมุนเวียนมายาวนานกว่า 600 ปี พดด้วงที่ใช้ในรัชสมัยนี้มีลักษณะเป็นก้อนกลม ทำด้วยโลหะเงิน ปลายขางอเข้าหากันเป็นปลายแหลม มีรูขนาดใหญ่ระหว่างขา มีตราประทับเพื่อแสดงถึงแหล่งผลิตตั้งแต่ 1 ตรา ไปจนถึง 7 ตราส่วนใหญ่ตราที่พบได้แก่ ตราราชสีห์ ช้าง หอยสังข์ ธรรมจักร บัว กระต่าย และราชวัตร นอกจากนี้ ยังพบว่าในสมัยสุโขทัยมีการนำโลหะชนิดอื่นซึ่งไม่ใช่โลหะเงิน เช่น ดีบุก ตะกั่ว สังกะสี มาหลอมให้มีลักษณะคล้ายพดด้วงแต่มีขนาดใหญ่กว่า เรียกแตกต่างกัน เช่น พดด้วงชิน เงินคุบ เงินชุบ หรือเงินคุก รวมทั้งการใช้เบี้ยเป็นเงินปลีกสำหรับแลกเปลี่ยนสินค้าราคาต่ำด้วย
ในช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองของอาณาจักรสุโขทัย ล้านนา และล้านช้าง ยังมีดินแดนทางภาคใต้ของไทยที่รุ่งเรืองขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน และสืบทอดวัฒนธรรมความเป็นอยู่เรื่อยมาจนกระทั่งถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส พัทลุง และสุราษฏร์ธานี ดินแดนดังกล่าวได้รับอิทธิพลจากจีนและประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม มีทั้งที่เป็นรัฐอิสระและเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรขนาดใหญ่ โดยมีเจ้าเมืองเป็นผู้ปกครอง และสันนิษฐานว่ามีการติดต่อค้าขายกับชาวอาหรับ ดังปรากฏหลักฐานเป็นเหรียญเงินอาหรับของกาหลิบอัลมันซูร์แห่งราชวงศ์แอนบาซาอิต ซึ่งพบที่อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฏร์ธานี นอกจากนี้ ยังพบเหรียญทองคำจารึกอักษรอาหรับราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ที่จังหวัดปัตตานี รวมทั้งในรัฐกลันตันและรัฐเคดาห์ของประเทศมาเลเซีย
สมัยอาณาจักรอยุธยา
เงินตราหลักที่ใช้ยังคงเป็นพดด้วงเช่นเดียวกับสมัยสุโขทัย เพียงแต่มีการปรับปรุงให้สวยงามและมีขนาดเล็กกะทัดรัดขึ้น ปลายขาสั้นและไม่ชิดกันเหมือนของสุโขทัย รวมทั้งมีการทำรอยบากให้เล็กลงและตื้นขึ้น และเริ่มมีรอยเมล็ดข้าวสารมาแทนที่ เงินพดด้วงในสมัยนี้มีตราประทับเพียง 2 ตรา โดยตราที่ประทับอยู่ด้านบนคือ ตราจักร ซึ่งเป็นตราประจำแผ่นดิน ส่วนด้านหน้าเป็นตราประจำรัชกาลลักษณะต่าง ๆ เช่น ตราพุ่มข้าวบิณฑ์ ตราพระมหานครินทร์ ตราช่อดอกไม้ ตราช่ออุทุมพร ตราราชวัตร ตราช้าง และตราสังข์ เป็นต้น
เมื่อมนุษย์รู้จักนำโลหะมาผลิตเป็นสิ่งของเครื่องใช้โลหะจึงมีบทบาทมากขึ้นแต่ละชนิดมีค่ามากน้อยต่างกันขึ้นอยู่กับคุณสมบัติทางประโยชน์ใช้สอยและความหาได้ยากง่ายของโลหะชนิดนั้นโลหะที่ถูกนำมาผลิตเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนและภายหลังเรียกกันว่าเงินตรานั้นได้แก่ทองคำเงินนาคทองแดงเงินหยวน(ดีบุกผสมตะกั่ว) รูปแบบของสื่อกลางนั้นผ่านวิวัฒนาการ มาหลายรูปแบบสำหรับภาคใต้เป็นถิ่นที่มีชาวต่างชาติหลายเชื้อชาติเข้ามาติดต่อค้าขายและอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่สมัยโบราณหลาย 1000 ปีมาแล้ว
สิ่งที่ทำให้รูปแบบเงินตรานโมถูกใช้อย่าง ยืนหยัดยาวนานนั้นสันนิษฐานว่าเนื่องจากมีการใช้เป็นเครื่องรางของขลังด้วยซึ่งเป็นเรื่องของความเชื่อและการจนโล่งทางด้านจิตใจและสัญลักษณ์ “น” จึง ทำให้คงความนิยมกันมาตลอดหลาย 100 ปี และจัดว่าใช้เป็นเงินตราที่มีมูลค่าสูง ราคาเฟืองนับว่าสูงสำหรับชนชั้นไพร่ ซึ่งมีโอกาสใช้เงินในอัตราเฟืองลงมาแต่ในสมัยปลายอยุธยา เฟืองจะมีมีค่าในการใช้สอยด้อยลงกว่าสมัยต้นอยุธยา ชนชั้นไพร่อาจจะมีโอกาสใช้เงินในระดับสลึง ส่วนเงินตราในรูปแบบเหรียญ แบน ซึ่งเป็นรูปแบบที่อารยะประเทศต่างๆของโลก ได้แก่ อียิปต์ กรีก โรมัน เปอร์เซีย อินเดีย และจีนในสมัยโบราณผลิตใช้กันมาก่อนส่วนในดินแดนที่เป็นประเทศพม่า ไทย เขมรในปัจจุบัน เคยเป็นอาณาจักรฟูนัน ทวารวดี ก็เคยผลิตเหรียญแบนใช้
เช่นเดียวกับอารยะประเทศดังกล่าวส่วนที่เรียกกันว่าอาณาจักรศรีวิชัย ตามพรลิงค์ ลังกาสุกะ ลพบุรี สุโขทัย อยุธยานั้น จะมีรูปแบบเงินตราที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เพิ่งจะปรากฏเป็นรูปเหรียญแบน ใช้ในราวพุทธศตวรรษที่21-22 โดยปรากฏเป็นเหรียญที่มีมูลค่าต่ำ แต่สำหรับภาคใต้ มีเหรียญทองแดง(ใช้วัตถุดิบจากจีน) และเหรียญทอง (เป็นวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่น) จัดว่าเป็นเงินตราที่มีมูลค่าระดับกลาง ระดับสูง และมีเรียนที่ผลิตด้วยเนื้อเงินยวง(ดีบุกผสมตะกั่ว) จัดเป็นเงินตราที่มีมูลค่า (มีมูลค่าต่ำกว่าเฟื้อง) ส่วนที่เป็นเนื้อโลหะเงินนอกจากจะอยู่ในรูปเงินตรานะโมแล้วยังมีรูปพดด้วงคล้ายกับเงินพดด้วงของภาคกลางด้วย เป็นรูปแบบที่พัฒนาจากรูปแบบดั้งเดิมของตนเอง(เงินตรานโม) ผสมผสานอิทธิพลและการนำมาจากภาคกลางพดด้วงของท้องถิ่นภาคใต้จะมีน้ำหนักน้อยกว่าพดด้วงของภาคกลางเล็กน้อย เนื่องจากโลหะเงินไม่มีในท้องถิ่น ต้องนำเข้าจากภายนอกทั้งสิ้น ทำให้ต้นทุนในการผลิต สูงกว่า จึงเป็นธรรมดาที่ทำให้พวกเงินตรารูปแบบพดด้วงที่เป็นของท้องถิ่นน้อยมาก มีเพียงไม่กี่แบบเพราะไม่ค่อยชอบใช้กัน
แต่นิยมของต่างถิ่นมากกว่าเงินพดด้วงของภาคกลางสมัยสุโขทัยพบไม่มากนักเนื่องจากยังมีการติดต่อกันน้อยแต่ของสมัยอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์พบได้ค่อนข้างมากในภาคใต้แสดงถึงภาคใต้มีความสัมพันธ์กับอยุธยามากขึ้นโดยเฉพาะเรื่องการเงินและการค้า
สมัยกรุงธนบุรี
เงินตราที่ใช้ในช่วงต้นรัชกาลยังคงใช้พดด้วงของอยุธยาอยู่ระยะหนึ่ง ต่อมาได้ผลิตพดด้วงประจำรัชกาลออกใช้ มีลักษณะเช่นเดียวกับพดด้วงสมัยอยุธยาตอนปลาย ประทับตราพระแสงจักรเป็นตราประจำแผ่นดิน ส่วนตราประจำรัชกาลนั้นใช้ ตราตรีศูล และตราทวิวุธ
สมัยรัชกาลที่ 1 - 3
ในสมัยรัชกาลที่ 1 – 3 เงินตราหลักที่ใช้ยังคงเป็นเงินพดด้วง เพียงแต่มีการเปลี่ยนแปลงตราประจำรัชกาลที่ใช้ประทับเท่านั้น โดยในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดให้มีการผลิตพดด้วง ประทับตรา “บัวอุณาโลม” ซึ่งเป็นเครื่องหมายประจำรัชกาล และตราพระแสงจักร ซึ่งเป็นตราประจำแผ่นดิน มีขนาดและราคาต่าง ๆ เช่น ตำลึง บาท กึ่งบาท สลึง เฟื้อง
สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีการผลิตพดด้วงที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับสมัยรัชกาลที่ 1 โดยเปลี่ยนตราประจำรัชกาลเป็นรูป “ครุฑ” สืบเนื่องจากพระนามเดิมของพระองค์ คือ “ฉิม” อันหมายถึงฉิมพลี ซึ่งเป็นวิมานของพญาครุฑ และสำหรับพดด้วงที่ผลิตขึ้นใช้ในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับตราพระแสงจักร
สมัยรัชกาลที่ 4
สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การค้าระหว่างไทยกับต่างประเทศได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เงินตราหลักในช่วงต้นรัชกาลยังคงเป็นเงินพดด้วงประทับตราพระแสงจักรเป็นตราประจำแผ่นดิน และเปลี่ยนตราประจำรัชกาล เป็น “ตรามงกุฎ” มีความหมายสืบเนื่องถึงพระนามเดิมของพระองค์ คือ “เจ้าฟ้ามงกุฎ”
ขณะนั้นประเทศไทยประสบปัญหาการผลิตพดด้วงไม่ทันต่อความต้องการและมีผู้ทำปลอมกันมาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้แก้ไขโดยให้ผลิตเงินกระดาษ เรียกว่า “หมาย” ซึ่งใช้วิธีการพิมพ์บนกระดาษอย่างง่าย ๆ ออกใช้ควบคู่กับเงินพดด้วง แต่เงินกระดาษรุ่นนี้ราษฎรไม่นิยมใช้ และถือได้ว่ารัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นยุคของการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเงินตราครั้งใหญ่ของไทย จากเงินพดด้วงที่ใช้กันมายาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นเหรียญกลมแบน รวมทั้งนับเป็นจุดกำเนิดของธนบัตรไทยในภายหลัง
ในปี พ.ศ. 2400 สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักรได้จัดส่งเครื่องผลิตเหรียญกษาปณ์ขนาดเล็กเข้ามาถวายเป็นราชบรรณาการ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดทำเหรียญกษาปณ์จากเครื่องจักรขึ้นเป็นครั้งแรก เรียกกันว่า “เหรียญบรรณาการ” แต่เนื่องจากเครื่องจักรมีขนาดเล็กผลิตเหรียญได้เพียงวันละเล็กน้อย จึงโปรดให้เลิกใช้ในที่สุด ประกอบกับได้รับเครื่องผลิตเหรียญกษาปณ์แรงดันไอน้ำมาใหม่ จึงโปรดให้สร้างโรงงานผลิตเหรียญกษาปณ์ขึ้นที่หน้าพระคลังมหาสมบัติ ในพระบรมมหาราชวัง พระราชทานนามว่า “โรงกระสาปน์สิทธิการ” เงินเหรียญชุดแรกที่ผลิตจากเครื่องจักรนี้ มีลักษณะคล้ายกับเหรียญชุดบรรณาการและให้ใช้ควบคู่ไปกับพดด้วง แต่ห้ามไม่ให้ผลิตพดด้วงเพิ่มขึ้นอีก
นอกจากนั้นในสมัยนี้ยังได้มีการผลิตเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกขึ้นเป็นครั้งแรก คือ เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกตรามหามงกุฎ - กรุงสยาม หรือที่นิยมเรียกว่า “เหรียญแต้เม้ง” เพื่อเป็นที่ระลึกในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระชนมายุครบ 5 รอบ เมื่อ พ.ศ. 2407 มี 2 ชนิด คือ ชนิดทองคำ ราคา 4 บาท และชนิดเงิน ราคา 4 บาท
ส่วนการทำสนธิสัญญาเบาว์ริงส่งผลให้มีเงินต่างประเทศเข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยมาก พอรัฐบาลให้ราษฎรใช้เงินเหรียญ ต่างก็เอาเงินบาทไปซ่อนไม่ยอมเอามาเสียภาษี ส่งผลให้เกิดการตัดขัดทางการค้าในช่วง พ.ศ. 2399-2400[2] รัฐบาลให้ช่างไปช่วยกงสุลอังกฤษและสหรัฐอเมริกาผลิตเงินเหรียญ ไม่พอผลิตเงินบาท จึงให้คณะทูตที่เดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีซื้อเครื่องจักรทำเงินเหรียญมาด้วย พอติดตั้งแล้วก็ผลิตเงินแบบเงินเหรียญ เรียกว่า "เงินแป"[3] เงินแปมีตั้งแต่บาทหนึ่ง สองสลึง สลึงและเฟื้อง มีตราหน้าหนึ่งรูปพระมหาพิไชยมงกุฎอยู่กล้าง มีฉัตรอยู่สองข้าง มีกิ่งไม้เป็นเปลวแทรกอยู่ในท้องลาย อีกหน้าหนึ่งมีรูปจักร ใจกลางมีรูปช้าง รอบวงจักรชั้นนอกมีดาวแสดงมูลค่าของเงิน[3] นอกจากนี้ยังผลิตเงินออกมาอีกแบบหนึ่ง ทำจากทองคำ มีราคาสิบสลึง ต่อมาก็ได้ผลิตเงินทำจากทองแดงออกมาอีกสองชนิด คือ ซีก และเสี้ยว
สมัยรัชกาลที่ส4เป็นระยะที่ชาวจีนเข้ามามากและมีอิทธิพลทางการค้าและเศรษฐกิจของภาคใต้ก็ปรากฏเงินยวงขนาดใหญ่ใช้แทนที่เหรียญของรัฐบาลท้องถิ่นไทยเรี
ยกกันว่า“ เหรียญกงสี” ผลิตใช้ใน แต่ละท้องถิ่นในภาคใต้จนมาถึงปลายรัชกาลที่5 กระทั่งรัฐบาลสยามได้สมัครเป็นสมาชิกองค์กรการเงินระหว่างประเทศIMF ในปีพ.ศ. 2451 ได้ประกาศยกเลิกการใช้เงินเงินตราต่างประเทศชำระหนี้กัน โดยตรงในราชอาณาจักร เงินตราท้องถิ่นภาคใต้ทุกรูปแบบจึงยุติบทบาทมาตั้งแต่บัตรนั้น เงินตราโบราณของภาคใต้นับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 11 เป็นต้นมาจึงหลายรูปแบบ ได้ผสมผสานกันมาจนถึงสมัยรัชกาลที่5
หลักฐานการใช้เงินตราของดินแดนทางภาคใต้มิได้ยุติลงเพียงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เท่านั้น เนื่องจากพบว่าตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ จนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีการผลิตและใช้ “อีแปะดีบุก” หรือที่ชาวใต้เรียกกันว่า “เบี้ย” ด้วย เชื่อว่าเกิดขึ้นเพราะความต้องการใช้เงินปลีกย่อยในเหมืองหรือในอาณาเขตเมืองและผลิตตามที่เจ้าเมืองอนุญาต อีแปะดีบุกที่เมืองต่างๆ ผลิตขึ้น ได้แก่ อีแปะสงขลา อีแปะพัทลุง อีแปะปากพนัง อีแปะปัตตานี อีแปะภูเก็ต และอีแปะสุราษฏร์ธานี ( กาญจนดิษฐ์ ) ซึ่งเป็นที่ยอมรับให้ใช้เฉพาะในท้องถิ่น เมื่อจะนำไปชำระภาษีอากรให้กับรัฐ ราษฎรจะต้องนำอีแปะเหล่านี้ไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินตราของรัฐก่อน
อีแปะส่วนมากทำด้วยตะกั่วผสมดีบุก ซึ่งเป็นโลหะที่พบมากทางภาคใต้ของไทย มีจารึกอักษรไทย จีน หรืออาหรับ ลักษณะเหมือนเงินเหรียญของจีน ทำให้เชื่อกันว่าชาวจีนทางภาคใต้เป็นผู้ริเริ่มทำขึ้นโดยใช้เบ้าที่แกะเป็นรูปคล้ายกิ่งไม้
อีแปะถูกใช้แทนเงินตราปลีกย่อยเป็นเวลายาวนาน จนกระทั่งเงินตราที่รัฐผลิตเข้าไปถึงดินแดนทางภาคใต้มากเพียงพอแล้ว จึงได้เลิกใช้อีแปะไปในที่สุด
สมัยรัชกาลที่ 5
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ระยะแรกได้มีการผลิตเหรียญดีบุกโสฬสออกใช้ในรัชกาล ด้านหน้าเป็นตราพระเกี้ยวหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าตราพระจุลมงกุฎ อันเป็นตราประจำรัชกาลของพระองค์ ด้านหลังเป็นรูปช้างในวงจักร
ในปี พ.ศ. 2418 ได้โปรดให้สร้างโรงกษาปณ์แห่งใหม่ขึ้น พร้อมทั้งติดตั้งเครื่องจักรใหม่ที่มีกำลังผลิตและประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม และได้เริ่มผลิตเหรียญเงิน ตราพระบรมรูป- ตราอาร์ม (ตราแผ่นดิน) ซึ่งนับเป็นเหรียญรุ่นแรกที่มีพระบรมรูปพระมหากษัตริย์บนหน้าเหรียญตามแบบสากลนิยมและได้ถือปฏิบัติมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน
นอกจากนั้นยังทรงปฏิรูประบบเงินตราครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง โดยมีการปรับเปลี่ยนหน่วยเงินตราของไทยที่มีมาแต่เดิมจากหน่วยเรียกตามน้ำหนัก ได้แก่ ทศ พิศ พัดดึงส์ ชั่ง ตำลึง บาท สลึง เฟื้อง ไพ ซีก เสี้ยว อัฐ และโสฬส ซึ่งเป็นระบบที่ยากต่อการคำนวณและการจัดทำบัญชี ด้วยการนำเอาระบบทศนิยมตามแบบสากลมาใช้ คือหน่วยเงินบาท และสตางค์ อันเป็นมาตราเงินตราไทยมาจนถึงทุกวันนี้
สำหรับเงินพดด้วงซึ่งได้หยุดผลิตตั้งแต่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา แต่ยังไม่มีการประกาศยกเลิกใช้อย่างเป็นทางการ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีการผลิตเงินพดด้วงขึ้นอีก 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 เพื่อเป็นที่ระลึกในงานพระราชพิธีศพพระองค์หญิงเจริญกมลศุขสวัสดิ์ พระราชธิดาองค์สุดท้าย
ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งที่ 2 เนื่องในการบำเพ็ญพระราชกุศลถวายสมเด็จพระเทพสิรินทรามาตย์ พระบรมราชชนนี และในวันที่ 28 ตุลาคม 2447 ได้มีการประกาศยกเลิกการใช้พดด้วงทุกชนิดราคา หลังจากที่ได้ใช้มาเป็นเวลานานกว่า 6 ศตวรรษ ซึ่งนับว่าเป็นยุคสิ้นสุดของเงินพดด้วงอย่างแท้จริง
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้โรงกษาปณ์ปารีส ผลิตเหรียญตราพระบรมรูป-ไอราพต เพื่อนำออกใช้หมุนเวียนแทนเงินตรารุ่นเก่า แต่ยังไม่ทันออกใช้พระองค์ได้เสด็จสวรรคตเสียก่อน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเป็นที่ระลึกในงานพระเมรุพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งต่อมาเหรียญดังกล่าวได้รับความนิยมในหมู่ประชาชนอย่างมาก และนิยมเรียกว่า “เหรียญหนวด”
สมัยรัชกาลที่5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์สรุปได้ดังนี้
1. เหรียญต่างประเทศยุคต้น ได้แก่เหรียญจาก อาหรับ อินเดีย ยุคต่อมาได้แก่ฟูนัน ทราวดียุคหลังสุด ได้แก่เหรียญเงินใหญ่ของสเปน และอาณานิคม(เม็กซิโก เปรูเป็นต้น) เหรียญอาณานิคมของอังกฤษ เหรียญมังกรของญี่ปุ่น ของจีน เหรียญฮ่องกง อินเดียเป็นต้น เหรียญดังกล่าวข้างต้นล้วนเป็นเหรียญเนื้อเงิน ส่วนเหรียญเนื้อทองแดง ได้แก่เหรียญอีแปะของจีน ญี่ปุ่น ญวน ซึ่งมีหลายยุคสมัย ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นมาจนถึงสมัยราชวงศ์เซ้ง
2. เงินตรานโม เป็นเงินตราท้องถิ่นชนิดเนื้อเงินชนิดแรก ผลิตใช้กันมาตั้งแต่สมัยพุทธศตวรรษที่14-15 เป็นอย่างช้า มี 3 รูปแบบคือชนิดเมล็ดข้าวสาร ชนิดขี้หนู และชนิดตา ไก่ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้มีการผลิตเงินตรานะโมในรูปแบบชนิดตราไก่เนื้อทองคำ เนื้อนาคด้วย
3. เงินพดด้วง มีทั้งนำมามาจากราชธานีและที่ผลิตใช้เองในเมืองนครศรีธรรมราช สมัยนครดอนพระ(ตรงกับสมัยอยุธยา) มีหลายแบบหลายขนาด ราคาเฟื้อง สลึง กึ่งบาท และบาท บางรุ่นมีลักษณะไม่เหมือนกับพดด้วงของสุโขทัยและอยุธยา แต่คล้ายกับรูปทรงของเงินตรานโม
4. เหรียญบาทที่ผลิตในท้องถิ่นเนื้อเงินยวง และมีเนื้อทองแดง เริ่มผลิตใช้กันในสมัยอยุธยา บนเหรียญหล่อด้วยลวดลายศิลปะแบบไทย เนื้อเงินยวง มีหลายรุ่น สร้างใช้กันมาจนถึงสมัยรัชกาลที่3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในขณะเดียวกันชาวจีนก็ผลิตเหรียญเลียนแบบเหรียญอีแปะทองแดงของจีนใช้ในกลุ่มของตนด้วย สันนิษฐานว่าผลิตใช้มาตั้งแต่สมัยอยุธยาจนมาถึงสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อชาวจีนอพยพเข้ามามากในสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้น จนมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจในภาคใต้มากขึ้นได้ผลิตเหรียญขนาดใหญ่เป็นเงินยวงที่เรียกกันว่า “ เหรียญกงสี”
5. ก้อนโลหะ มีทั้งเนื้อเงินและเนื้อเงินยวง เนื้อเงินพบน้อยมากอยู่ในประเทศเงินเงินตรารูปทรงที่ไม่แน่นอน ได้แก่รูปสัตว์ สิ่งของ รูปทรงเรขาคณิตต่างๆ หลายรูปแบบหลายชนิดขนาดและน้ำหนัก กำหนดมูลค่าด้วยการชั่ง ต่อมาก็หมายมัดจำมูลค่าจากขนาดและรูปทรงหรือรูปแบบที่ใช้กันจนคุ้นเคย
6. ปี้ในโรงบ่อน เป็นตัวแทนเงินตราที่ใช้กันในโรงบ่อน แล้วถูกนำมาใช้นอกโรงบ่อนด้วย มีทั้งชนิดเนื้อดินเผา เนื้อแก้วแก้ว เนื้อโลหะทองแดง เหล็ก และเงินยวงซึ่งมีลักษณะแบบเดียวกับเหรียญกงสี จนบางแบบแยกกันไม่ออกว่าเป็นเหรียญชนิดใดกันแน่ ปี้ในโรงบ่อน มีรูปแบบที่เหมือนกับปี้โรงบ่อนที่พบในภาคกลางและภาคอื่นๆแต่พบในภาคใต้ บางอันระบุราคา“ โขก” ซึ่งเป็นมาตราเงินที่ใช้เฉพาะในภาคใต้(สงขลา พัทลุง)
7. ระดับดินเผา มีรูปแบบและตราประทับในทำนองเดียวกับที่พบในภาคกลาง แต่ของภาคใต้นั้นพบตราดอกบัว มีลายเส้นที่ต่างกับของภาคกลาง ส่วนตราอื่นเช่น ตาสิงห์ ไม่มั่นใจว่าจะเป็นในรูปเงินตราหรือไม่
สมัยรัชกาลที่ 6 - 8
ในสมัยรัชกาลที่ 6 - 8 เป็นช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ อันเป็นผลมาจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสงครามโลกครั้งที่สอง นอกจากนั้นยังเป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งสำคัญของประเทศไทย
สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เงินตราที่ใช้ในช่วงต้นรัชกาลยังคงเป็นเหรียญกษาปณ์ที่ผลิตตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาจึงทรงให้กรมกระสาปน์สิทธิการผลิตเหรียญกษาปณ์ชนิดเงินราคาหนึ่งบาท ด้านหน้าเป็นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้านหลังเป็นรูปไอราพตออกใช้หมุนเวียน
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีการผลิตเหรียญประจำรัชกาลออกใช้ เป็นเหรียญกษาปณ์เงินพระบรมรูป ชนิดราคา 50 สตางค์ และ 25 สตางค์
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ได้มีการผลิตเหรียญชนิดราคา 50 สตางค์ 25 สตางค์ 10 สตางค์ และ 5 สตางค์ ออกใช้หมุนเวียนในรัชกาล 2 รุ่น รุ่นแรกมีพระบรมรูปขณะทรงพระเยาว์ประทับด้านหน้า ส่วนด้านหลังเป็นพระครุฑพ่าห์ รุ่นที่สองมีลักษณะด้านหน้าและด้านหลังเหมือนกับรุ่นแรก แต่พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเปลี่ยนเป็นพระบรมรูปเมื่อครั้งเจริญพระชนมพรรษา
สมัยรัชกาลที่ 9
ในปี พ.ศ. 2493 ได้มีการผลิตเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนรุ่นแรกออกใช้ เป็นเหรียญอะลูมิเนียมบรอนซ์ หรือทองแดง ชนิดราคา 5 สตางค์ 10 สตางค์ 25 สตางค์ และ 50 สตางค์ ลวดลายด้านหน้าเป็นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชด้านหลังเป็นตราแผ่นดินของไทย
และในปี พ.ศ. 2529 ได้มีการปรับเปลี่ยนการผลิตเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนครั้งใหญ่ทุกชนิดราคา ทั้งส่วนผสม ขนาด และรูปแบบ รวมทั้งได้กำหนดให้มีการผลิตเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนชนิดราคา 10 บาท และ 10 สตางค์ ขึ้นเป็นครั้งแรก ทำให้เหรียญกษาปณ์หมุนเวียนที่นำออกใช้มี 8 ชนิดราคา ได้แก่ ชนิดราคา 10 บาท 5 บาท 1 บาท 50 สตางค์ 25 สตางค์ 10 สตางค์ 5 สตางค์ และ 1 สตางค์ และในปี พ.ศ. 2548 ได้มีการผลิตเหรียญกษาปณ์หมุนเวียน ชนิดราคา 2 บาท ออกใช้เพิ่มขึ้นอีก 1 ชนิดราคา ทำให้เหรียญกษาปณ์หมุนเวียนที่ออกใช้ในปัจจุบันมี 9 ชนิดราคาด้วยกัน แต่เหรียญกษาปณ์ชนิดราคา 1 สตางค์ 5 สตางค์ 10 สตางค์ ไม่ได้นำออกใช้หมุนเวียนในชีวิตประจำวัน หากแต่ผลิตขึ้นเพื่อใช้ในระบบบัญชีเท่านั้น
นอกจากนั้นยังมีการจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกขึ้นในโอกาสและเหตุการณ์สำคัญ ๆ โดยมีสภาพเป็นเงินตราสามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมายตามราคาที่ปรากฏบนหน้าเหรียญ โดยเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกที่ผลิตเป็นเหรียญแรกในรัชสมัยนี้ คือ เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเสด็จนิวัตพระนคร ซึ่งผลิตขึ้นในปี พ.ศ. 2504 ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จนิวัตพระนครหลังจากเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และประเทศในภาคพื้นยุโรป เป็นเหรียญชนิดนิกเกิล ราคา 1 บาท มีลวดลายด้านหน้าเป็นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และพระบรมรูปสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งนับเป็นเหรียญแรกที่ปรากฏพระรูปเจ้านายฝ่ายหญิงบนเหรียญกษาปณ์ไทย ส่วนด้านหลังมีตราอาร์มและข้อความบอกราคา
ในปี พ.ศ. 2525 ได้มีการทดลองผลิตเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกชนิดพิเศษซึ่งได้รับความนิยมในหมู่นักสะสมเหรียญทั่วโลก เป็นเหรียญขัดเงา (Proof Coin) ขึ้นเป็นครั้งแรก เนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี โดยนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเฉพาะราชวงศ์ ไม่ได้นำออกจ่ายแลกให้กับประชาชนทั่วไป จนกระทั่งในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา 12 สิงหาคม 2535 จึงได้มีการผลิตเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกประเภทขัดเงาให้ประชาชนแลกซื้อได้เป็นครั้งแรก ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ดังนั้น จึงได้มีการผลิตเหรียญประเภทขัดเงาควบคู่ไปกับเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกในโอกาสต่าง ๆ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นอกจากนี้ยังมีการผลิตเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกในโอกาสต่าง ๆ ร่วมกับองค์การระหว่างประเทศด้วย
และในปี พ.ศ. 2549 ซึ่งนับเป็นปีแห่งการครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในวโรกาสดังกล่าว กรมธนารักษ์ได้มีการผลิตเหรียญประเภทขัดเงาและลงสีขึ้นเป็นครั้งแรก โดยได้สั่งผลิตเหรียญที่ใช้เทคนิคการพิมพ์สีลงบนโลหะเงินบริสุทธิ์จากโรงกษาปณ์เพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย ในการผลิตเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในโอกาสที่สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมใหม่ของการผลิตเหรียญกษาปณ์ไทย
ที่มา สืบค้นข้อมูล https://th.wikipedia.org
https://www.gotoknow.org/posts/341851
สารนครศรีธรรมราช ปีที่ 39 ฉบับที่ 1 มกราคม 2552
04 มิถุนายน, 2568
อัตลักษณ์ช่างเทริดโนราห์สกุลช่างในภาคใต้
วัฒนธรรมท้องถิ่น เป็นอัตลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของผู้คนในแต่ละท้องถิ่นนั้นนั้นและสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบ วิถีชีวิตของผู้คนทั้งในอดีตและปัจจุบัน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้มีลักษณะเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม มีความหลากหลายทางด้าน ภาษา ศาสนา วรรณกรรม สถาปัตยกรรม ดนตรี และศิลปะการแสดงต่างๆ เหล่านี้ล้วนแต่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นอัตลักษณ์ภาคใต้ได้อย่างดี
การแสดงโนราเป็นศิลปะการแสดงที่มีลักษณะเด่นของภาคใต้แสดงกันอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะพื้นที่ถิ่นกำเนิดบริเวณลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เกิดเป็นตำนานเรื่องเล่ามุขปาฐะ ที่มีการเล่าสืบต่อกันมา แสดงแสดงให้เห็นถึงการกำเนิดของโนรา ทำให้เกิดอัตลักษณ์การแสดงของท้องถิ่นทั้งการขับร้องบทกลอน สำเนียงภาษาถิ่นใต้ การพัฒนาการตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่มีการสืบทอดรุ่นสู่รุ่น ทำให้เรื่องเล่าหรือตำนานที่หลากหลาย และในตัวตำนาน ยังมีความแตกต่างกันบ้างสิ่งที่ตัวตำนานกล่าวเหมือนกันคือ เครื่องส่งโนราที่ได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะเชิดโนรา มีอัตลักษณ์ที่เด่นอย่างมาก และเป็นหัวใจหลักของการแสดงรำในตำนานโนราห์ ที่เล่าขานบริเวณที่ราบลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ประกอบไปด้วยสองตำนาน ตำนานแรกของวัดเขียนบางแก้ว จังหวัดพัทลุง และตำนานที่สองของจังหวัดสงขลา ในตำนานกล่าวถึงการก่อกำเนิดโนราห์ แต่ทั้งสองตำนานอาจจะมีความแตกต่างอยู่บ้าง แต่ตำนานของพื้นที่จังหวัดพัทลุงและจังหวัดสงขลา ที่มีลักษณะเหมือนกล่าวว่า พระยาสายฟ้าฟาด ได้ประทานพร้อมมอบด้วยเครื่องทรง ได้แก่ เทริด ทับทรวง สังวาล หางหงส์ กำไรต้นแขน กำไลปลายแขน กำไลมือ ปั้นเหน่ง ชายไหว ชายแครง สนับเพลา“ ให้แก่ขุนศรีศรัทธา จะได้ช่วยว่าการแต่งตัวของโนรา ตามตำนานของจังหวัดพัทลุงและจังหวัดสงขลา มีส่วนประกอบสำคัญคือ “เทริดโนรา”
เทริดโนราปรากฏภาพถ่ายที่บ่งบอกว่าการแต่งตัวของโนราไปทางละครโขนหรืออย่างละครชาตรีปรากฏภาพถ่ายของโนราคล้าย พรหมเมศ หรือโนราคล้ายขี้หนอน ที่การแต่งตัวจะไม่เน้นทรงมากอย่างในปัจจุบัน แต่ในอดีตการแต่งตัวโนราห์ ได้รับอิทธิพลความเป็นมโนราห์ชาตรีที่มีการผสมผสาน จนมาในช่วงยุคหลังได้มีการสร้างสรรค์อัตลักษณ์การแต่งตัวโนราขึ้นมาใหม่ จนกว่าอัตลักษณ์การแต่งตัวอย่างในปัจจุบัน แต่สิ่งที่ไม่เคยปรับเปลี่ยนคือ เทริดโนรา และยังคงรูปแบบเดิม
โนราเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมด้านศิลปะการแสดงท้องถิ่นของภาคใต้ที่มีความโดดเด่น อัตลักษณ์เชิงช่างของแต่ละสกุลช่างโดยเฉพาะในภาคใต้มีการสืบเชื้อสายจากรุ่นสู่รุ่นมาไม่น้อยสี่รุ่นอายุคน โดยเฉพาะในสี่จังหวัดซึ่งเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมโนราห์สกุลช่างที่มีการสืบทอด ได้แก่ สกุลช่างอ้นอำเภอสทิงพระจังหวัดสงขลา สกุลช่างลุ้นอำเภอนาโยงจังหวัดตรัง สกุลช่างแว็ก อำเภอพิบูลจังหวัดนครศรีธรรมราช และสกุลช่างล่ายอำเภอกงหราจังหวัดพัทลุง
1. สกุลช่างอ้น อำเภอสทิงพระจังหวัดสงขลา
เทริดโนราห์ สกุลช่างอ้น(ไม่ทราบนามสกุล) เป็นสกุลช่างพื้นบ้านดั้งเดิมของจังหวัดสงขลาที่ยังมีการอนุรักษ์รักษาสืบต่อกันถึงสามรุ่นชั่วอายุคน ช่างอ้นเป็นช่างพื้นบ้านบุคคลแรกแรก ช่วงปีพ.ศ. 2460 ของอำเภอสทิงพระจังหวัดสงขลา เป็นผู้ริเริ่มสร้างสรรค์เทริดโนราห์ให้มีอัตลักษณ์โดยสมัยก่อนเริ่มแรกจะเป็นการสร้างด้วยมือทั้งหมดและได้มีการถ่ายทอดวิชาการทำเสื้อโนราให้แก่รุ่นที่สองช่างคง (นายคง พรมทอง) ช่วงปีพ.ศ. 2500 เป็นผู้สืบทอดช่วงรุ่นนี้ต่อมาส่งต่อไปถึงรุ่นที่สาม ช่างเจมส์ (นายจตุรงค์จันทระ)
เทริดโนราห์สกุลช่างอ้นจะนิยมทำจากไม้มงคล ซึ่งเป็นไม้ที่หาได้ตามท้องถิ่น หรือบริเวณหมู่บ้าน เช่นไม้แคร์ให้ความเบา ไม้เป็นไม้ที่หาได้ง่ายตามท้องถิ่นมีความเหนียวของเนื้อไม้ มีการสื่อความหมายคนยกย่องสรรเสริญ และไม้ขนุนมีความคงทนสื่อความหมายว่ามีคนชื่นชอบ ส่วนไม้ไผ่ศรีสุขเป็นไม้ที่ให้ความคงทน เหนียวและขึ้นรูปได้ง่าย ไม้ทองหลางเนื้อไม้มีความคงทน มีส่วนประกอบทั้งหมด6ส่วน
ส่วนที่1 เพดานเซอร์โนราห์จะทำจากไม้แคร์เท่านั้น เพราะมีความเบาหาได้ง่ายตามท้องถิ่นตามหมู่บ้านโดยจะขุดขึ้นเป็นสามชั้น รูปวงกลม เพื่อให้พอเหมาะกับศีรษะผู้สวมใส่
ส่วนที่2 หูเทริด โนราห์ทำจากไม้ทองหลางมีความคงทนต่อการใช้งานง่ายและเนื้อไม้จะมีความแข็งแรงการแกะให้มีรูปทรงโค้งออกจากตัวโครงเทริดโนรา
ส่วนที่3 กระจังทริดโนราห์ มีความทนใช้งานนิยมใช้หนังวัวจะมีความเหนียวและแกะสลักได้ง่ายและพลาสติกเป็นวัสดุที่นำมาทดแทนหนังวัวซึ่งในอดีตจากแกะจากหนังวัวปัจจุบันหันมาใช้พลาสติกแทน
ส่วนที่4 โครงเชิดโนราห์จะใช้ไม้ไผ่ศรีสุขจากการศาลเป็นลายสับฟันปลาเนื่องจากไม้ไผ่เป็นไม้ที่มีกันทุกบ้านเนื้อไม้สามารถนำมาเหลาทำการศาลและขึ้นรูปได้ง่าย
ส่วนที่ 5 ยอดเชิดโนราห์จะทำจากไม้ยอหรือไม้ขนุนไม้ที่หาได้ง่ายตามท้องถิ่นปัจจุบันได้มีการปรับเปลี่ยนนิยมใช้ไม้แคเนื่องจากมีน้ำหนักเบาเป็นวัสดุหาได้ตามท้องถิ่นมีการขุดยอดเทริดรูปทรงยอดชัย
ส่วนที่ 6 การสลักเดือยยอดเทริดโนราห์มีการเชื่อมต่อกับเพดานด้วยการสลักเดือยแบบพื้นบ้านเป็นการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นแทนการใช้ตัวตะปูเข้าเชื่อมและเป็นการถอดออกได้ง่ายเมื่อผู้สวมใส่ต้องการจัดเก็บยอดเทริดโนรา
องค์ประกอบลวดเทริดโนราห์สกุลช่างอ้น
สกุลช่างอ้นจะมีองค์ประกอบของลวดลายตามเทริดโนราส่วนใหญ่ลวดลายมีมาตั้งแต่รุ่นที่สามจนมาถึงปัจจุบัน ลวดลายจะประกอบได้ด้วย 3 ส่วนได้
ส่วนที่ 1 บริเวณยอดเทริด จะมีการขุดลวดรูปทรงลูกแก้วมาลัยสี่ชั้น ปลายจะแกะรูปทรง ปูรณกลศ หรือทรงกลีบบัว ส่วนปลายจะแกะลาย ลูกแก้วมาลัยเผาสามชั้นปลายยอดค่อนข้างแหลม หรือรูปทรงปลายยอดกลม (เม็ดไข่ปลา)
ส่วนที่ 2 กระจังประดับเพดานเทริดโนราห์ จะแกะเป็นลวดลายกระจังโกลน หรือกระจังเจิม สลับลวดลายดอกเล็กลายก้านต่อดอก
ส่วนที่3 โครงเทริดทำจากไม้ไผ่สานเป็นลวดลายรัก หลังจากการหลงรักมีการประดับลวดลายดอกประจำยามทั้งสี่ทิศ รอบรอบโครงเทริดจะแกะเป็นลายอุณาโลม ประดับลวดลายตัวพุด ลาย ประจำยาม ลายแมงดาตามกัน (ไข่ปลาดุก) และ ลายกระรวน ในส่วนท้ายเชิดตรงกลางจะประดับลายดาว และมีการประดับแวว การประดับกระจกสีแบบโบราณ หรืออาจจะมีการประดับปีกแมลงทับ
2. สกุลช่างลุ้น อำเภอนาโยงจังหวัดตรัง
เทริดโนราห์แบบฉบับดั้งเดิมของจังหวัดตรังที่มีอัตลักษณ์การสืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นแรกของช่างลุ้น มาตั้งแต่ช่วงปีพ.ศ. 2480 และได้ถ่ายทอดภูมิปัญญาองค์ความรู้แก่ช่างเทือง (นายประเทือง สัจบุตร) ช่วงปีพ.ศ. 2500 และส่งต่อการสืบทอดไปยังรุ่นที่สามรุ่นปัจจุบัน คือช่างกิ๊ก สัจบุตร ช่วงปีพ.ศ. 2540 ส่วนใหญ่การทำเซอร์จะเน้นการทำเพื่อจัดจำหน่ายและการทำเพื่อนำไปบูชาครูหมอโนราห์ เทริด โนราห์สกุลช่างลุ้น มีอัตลักษณ์ที่ผู้แสดงโนราที่มาจากจังหวัดตรังก็จะต้องสวมใส่เสื้อสกุลช่างลุ้น และสื่อให้เห็นความเป็นเซิร์โนราห์ฉบับเมืองตรังดังที่ช่างเทืองกล่าวมา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเทริดโนราห์สกุลช่างลุ้นทำมาจากวัสดุจากไม้เป็นหลักไม่ว่าจะเป็นไม้ขนุนไม้ทองหลางไม้ยไม้สักไม้ไผ่และไม้ช่างมันส่วนใหญ่จะเป็นไม้ที่หาได้ตามท้องถิ่นที่มีมีอยู่มากและบางชนิดไม้ก็มีน้ำหนักเบาไม่หนักศีรษะของผู้สวมใส่ มีส่วนประกอบทั้งแปดส่วนได้แก่
ส่วนที่ 1 เพดานเทริดโนราห์ จะขุดขึ้นเป็นสี่ชั้นจะใช้ไม้มันช้างเป็นไม้พื้นบ้านหาได้ตามพื้นที่อำเภอนาโยงมีลักษณะเนื้อไม้มีความอ่อนและน้ำหนักเบา
ส่วนที่ 2 ลูกแก้วประยอดเทริดโนราห์ ส่วนประกอบสำคัญระดับบนยอดสุดของยอดเซอร์โนราส่วนใหญ่จะเป็นลูกแก้วหรือลูกแก้วคริสตัล ส่วนที่สามหูเทริดโนราห์สร้างจากไม้ทองหลางหรือไม้ขนุนเนื้อไม้มีความคงทนมีความแข็งแรงหูค่อนข้างมีลักษณะโค้งงอเข้าหาตัวโครงเทริดโนราห์
ส่วนที่ 3 หูเทริดโนราห์ สร้างจากไม้ทองหลางหรือไม้ขนุน หรือไม้ที่มีความคงทน แข็งแรง หูเทริดค่อนข้างมีอัตลักษณ์โค้งงอ เข้าหาตัวโครงเทริดโนรา
ส่วนที่ 4 โครงเทริดโนราห์โครงเสื้อจะนิยมใช้ไม้ไผ่ศรีสุขลำกล้องเดียวเท่านั้นเพราะไม้ไผ่มีความเหนียวและคงทนต่อสภาพพูมิอากาศโดยเป็นการศาลไม้ไผ่เป็นการเวียนมาบรรจบเป็นลายครบรูปทรงกระบอก
ส่วนที่ 5 ยอดเทริดโนราห์ยอดเทริดจะนิยมสร้างจากไม้มันช้าง ไม้ยอ และไม้ขนุน ไม้พวกนี้เนื้อไม้มีความอ่อนและขุดได้ง่ายกว่าไม้สักไม้ทองหลางที่มีความแข็งและมีความเหนียว ปัจจุบันไม้ทองหลางหาได้ยากขึ้นจึงใช้ไม้ที่มีตามท้องถิ่นอำเภอนาโยงอย่างไม้ช้างมัน
ส่วนที่ 6 โครงหน้าเทริดโนราห์ โครงหน้าเทริดโนราห์จะทำเป็นรูปแบบที่เรียกตามศัพท์ช่าง เช่นหน้าโค้ง(หน้าพระ) หน้าหยัก หน้าขอ และหน้าวงศ์เดือน(หน้านาง) และรูปหน้าวงเดือน
ส่วนที่ 7 กระจังเทริดโนราห์ ตัวกระจังโนราจะนิยมใช้หนังวัวมีความทนต่อการใช้งานและแผ่นปะเก็น เป็นวัสดุที่หาง่ายและราคาถูกกว่าตัวหนังวัว
ส่วนที่ 8 การสลักเดือยยอดเทริดโนราห์มีการเชื่อมต่อกับเพดานเทริดการสลักเดือยแบบพื้นบ้านเป็นการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นแทนการใช้ตัวตะปูเข้าเชื่อม
องค์ประกอบลวดเทริดโนราห์สกุลช่างลุ้น
สกุลช่างลุ้นมีองค์ประกอบของลวดลายเทริดโนราห์ ที่มีการทำกันมาตั้งแต่รุ่นเก่าจนถึงปัจจุบัน อาจจะมีการปรับเปลี่ยนตามความถนัดของตัวช่างบ้าง ลวดลายของช่างในปัจจุบันจะประกอบด้วยทั้งสี่ส่วนได้แก่
ส่วนที่1 ยอดเทริดโนราห์เทริดจะแกะเป็นลายรูมาลัยลูกแก้ว 4 ชั้น ปลายยอดแกะเรียวขึ้นไปขุดเป็นลายมามาลัยเถา ปลาจะแกะตัวกนก เปิดปากยอดไว้สำหรับประดับกระลูกแก้ว
ส่วนที่ 2 กระจังประดับเพดานเทริดโนราห์ กระจังจะแกะเป็นลายกระจังปฏิญาณ ประดับรอบบนเพดานทั้ง4ชั้น ส่วนขอบล่างชั้นแรกจะมีแกะเป็นตัวลายกระจังตาอ้อยติดทับลายกระจังปฏิญาณ
ส่วนที่ 3 ส่วนโครงเทริดจะมีการสานเป็นลายครุบ หลังจากนั้นมีการชันตามโครงมีการประดับดอกประจำยาม 4ทิศ และมีการแกะลายก้านต่อดอก ส่วนบริเวณส่วนตรงกลางจะแกะเป็นลายตีนจุกตู และลายกระจังรวน ส่วนด้านท้ายเทริดโนราห์จะมีการประดับลายดอกดาว
ส่วนที่ 4 หูเซอร์จะมีการแกะเป็นตัวโอมทั้ง 2 ข้าง
3.สกุลช่างแว็ก อำเภอพิบูลจังหวัดนครศรีธรรมราช
เสื้อโนราสกุลช่างแว็ก ได้รับมาจากทรงเครื่องพระพุทธรูปศิลปะอยุธยาตอนต้น หรือที่เรียกกันว่า ส่งเครื่องน้อยเมืองนคร แบบอย่างสกุลช่างนครศรีธรรมราช โดยอาจจะยึดตามรูปแบบพระพุทธรูปเพราะในระยะเริ่มแรกของสกุลช่างแว็ก อำเภอพรหมคีรี (ทวดแว็ก ไม่ทราบนามสกุล ) เป็นผู้ริเริ่มในช่วงปีพ.ศ. 2435 ทวดแว็กซ์ได้เรียนรู้มาจากครูอีกท่านหนึ่ง แต่ปัจจุบันก็ไม่สามารถสืบทราบที่มาที่ไปชื่อครูผู้สอนท่านนั้นได้แล้ว ได้มีการทำเทริดโนราห์ วัสดุจากไม้ และการสร้างด้วยเหล็กทองแดงและทองเหลือง ตลอดจนมีการประดับประดาดอกไม้ไหว ซึ่งได้รับพระพุทธรูปสกุลช่างเมืองนคร ที่ได้รับการถ่ายทอดจากศิลปะแบบรัตนโกสินทร์ตอนต้นในยุคเริ่มแรกซึ่งจะเรียกว่า พระพุทธรูปทรงเครื่อง”จักรพรรดิต้น“ ได้มีการถ่ายทอดความรู้การทำเทริดโนราไปยังรุ่นที่สอง ส่วนใหญ่ช่วงแรกจะนิยมสร้างเพื่อแจกจ่ายให้กับนายโรง หรือโนราใหญ่เพียงเท่านั้น โดยในแต่ละยอดจะมีลักษณะต่างกัน ขึ้นอยู่กับศีรษะของผู้สวมใส่ และผู้ต้องการนำไปใส่การแสดงพื้นบ้านอย่างมโนราห์ ทวดแว็กซ์ก็ได้มีการถ่ายทอดวิชาการทำเทริดโนราห์ให้สิทธิ์คนต่อไปคือ ตาน้อม (นายน้อม ไม่ทราบนามสกุล( บ้านทุ่งใหญ่ ช่วงปีพ.ศ. 2460 ได้มีการอนุรักษ์รูปแบบการทำเทริดโนราห์อย่างต้นฉบับแบบสกุลช่างเมืองนครศรีธรรมราช อาจจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบไปบ้าง ขึ้นอยู่กับความถนัดของช่างในแต่ละคน และได้มีการถ่ายทอดการทำเทริดโนราห์ไปยังรุ่นที่สาม คือ มโนราห์อำนาจศิลป์อำเภอฉวาง ช่วงปีพ.ศ. 2500 ก็ยังคงรูปแบบยึดตามตำราแต่ต้นฉบับมีการสร้างจากเหล็กเป็นหลัก แต่อาจจะไม่ได้สร้างจากทองเหลืองและทองแดงที่มีราคาค่อนข้างสูงในปัจจุบัน และได้มีการถ่ายทอดมาสู่รุ่นที่สี่ ช่วงปีพ.ศ. 2540 ให้แก่นายอานัส ริยาพันธ์ ดังนี้
ส่วนที่ 1 โครงเทริดโนราห์ ช่างจะทำการศาลจากไม้ไผ่ศรีสุขเท่านั้น เป็นไม้ที่หาได้ง่ายตามท้องถิ่น และมีความเชื่อว่าไม้ศรีสุขคือไม้มงคล ให้ความร่มเย็นเป็น มีการสารขึ้นรูปทรงกระบอกศาลเป็นลวดลายตอกเล็กและลายตอกใหญ่ ส่วนโครงสร้างโนรารุ่นสาม จะทำโครงสร้างจากเหล็กเป็นส่วนใหญ่มีความคงทนมากกว่าไม้ และยืดอายุการใช้งานได้ดี
ส่วนที่ 2 ยอดแซดโนราห์จะขุดจากไม้ขนุนหรือไม้ทองหลางก็ได้ นำไม้สองชนิดนี้เพราะมีความคงทนและเนื้อไม้สามารถขุดแกะรูปทรงได้ง่าย รูปทรงยอดเชิดมีการเรียกว่าส่งยอดชายส่งนครศรีธรรมราช
ส่วนที่ 3 หูเทริดโนราห์ส่วนใหญ่แกะจากไม้ทองหลางมันมีความคงทนต่อการใช้งานและต้องตัดแต่งเหลาให้งขึ้นและด้ามให้มีความคงทนด้วยไม้ไผ่หรืออาจจะทำจากเหล็กก็ได้ขึ้นอยู่กับความชอบและความถนัดของช่าง
ส่วนที่ 4 เพดานเสริฐจะขุดจากไม้ขนุน เพราะความเบา เนื้อไม้มีความอ่อนไม่แข็ง ในอดีตใช้วิธีการขุด ปัจจุบันใช้วิธีการกลึง เพื่อย่นระยะเวลาการทำงานของช่าง
ส่วนที่5 กระจังประดับเพดานเซิดโนราห์รุ่นแรกจะนิยมใช้หนังวัวและหนังควายในปัจจุบันหนังวัวและหนังควายค่อนข้างหายาก จึงมีการปรับเปลี่ยนมาใช้พลาสติกแทน เพราะมีความคงทนยืดอายุการใช้งานได้อย่างมาก ปัจจุบันจะไม่ใช้งานหนังวัวเพราะหากยังใช้หนังวัวหรือหนังควาย หากเกิดการโดนน้ำจะอยู่ทรง อาจจะพองได้ ในส่วนของการประดับกระจังต้องตอกติดด้วยตะปูเพื่อยึดกับเพดานเส
ส่วนที่6 ฐานโครงหน้าเซิดโนราห์ทำจากไม้หรืออาจทำมาจากเหล็กขึ้นเป็นรูปทรงมีหลายรูปแบบเช่นหน้าหยักไรผม และหน้ากากไม่มีไรผม การสร้างเสื้อจะทำเพียงรูปส่งตัวพระ หรืออาจจะมีการทำโครงหน้ารูปทรงฐานสิงห์
ส่วนที่7 ท้ายเซิร์โนราห์ทำเป็นรูปทรงสะท้อนอัตลักษณ์ของเมืองนครจะมีชื่อเรียกสองแบบคือ รูปทรงท้ายแมงดา และรูปทรงท้ายกรมธรรมดา
ส่วนที่ 8 ดอกไม้ไหวประดับบนตัวเพดานเชิดโนราห์ทั้งสามชั้นก้านดอกไม้ไหว ทำจากสปริงทองเหลือง หรือเหล็ก สวนดอกไม้ไว้จะทำจากแผ่นปะเก็นหรือหนังวัว
องค์ประกิบเทริดโนราห์สกุลช่างแว๊ก
ลวดลายเทริดโนราสกุลช่างแว๊ก มีลวดลายที่ละเอียดและมีความซับซ้อนค่อนข้างมากและเป็นสกุลช่างที่มีการสืบทอดกันมายาว ลวดลายที่ปรากฏในตัวเทริด ล้วนเป็นลวดลายแบบดั้งเดิมทั้งหมด ลวดลายเทริดโนราห์สกุลช่างแว๊ก ประกอบการทั้งหมด 4 ส่วนได้แก่
ส่วนที่ 1 ยอดเทริดโนราห์ มีลักษณะแกะเป็นรูปทรงหน้ากระดานซ้อนชั้น 4 ชั้น ส่วนปลายแกะเป็นรูปทรงลายบัวถลา รองรับปรียอด ก่อนถึงส่วนยอด ส่วนปลายยอด จะแกะรูปทรงลายมาลัยลูกแก้ว ยอดจะแกะเป็นยอดเม็ดหรือยอดชัยทรงเมืองนครศรีธรรมราช
ส่วนที่ 2 โครงเทริด จะเป็นลวดลายตอกเล็กและตอกใหญ่ หลังจากนั้นลงรัก ลงชัน ระดับลาย ตัวพุด หลายตัวรักร้อย หรือลายก้านต่อดอก ลายกระจังรวน ลายตัวตาเข้าพอง และลายดอกประจำยามทั้ง4 ทิศ
ส่วนที่ 3 กระจังประดับเพดานเทริดโนราห์ แกะเป็นลายกระจ่างใบเทศ สลับลวดลายกระจังตาอ้อย
ส่วนที่ 4 การประดับประดาดอกไม้ไหวลายกนก เป็นลวดลายกระจังใบเทศ ซึ่งอาจจะได้รับอิทธิพลศิลปะพระพุทธรูปทรงเครื่องจักรพรรดิราช แบบอย่างหัวโขนในศิลปะรัตนโกสินทร์ตอนต้น
4. สกุลช่างล่าย จังหวัดพัทลุง
เทริดโนราห์สกุลช่างล่าย เป็นสกุลช่างพื้นบ้านของจังหวัดพัทลุง ที่มีการสืบทอดกันมาหมายถึง สาม รุ่นอายุคน ในรุ่นแรกริเริ่มการทำเสื่อโนราคือ นายล่าย หนูยก โดยการการศึกษาการทำเสื้อโนราและมีประสบการณ์การทำเสื้อประมาณ 50 ถึง 60 ปี ช่าง ล่าย เดิมเป็นโนราใหญ่หรือหัวหน้าคณะโนราในจังหวัดพัทลุง โดยได้มีการเรียนรู้การทำเสื้อโนราจาก “ ตาเพ็ง” ไม่ทราบนามสกุล ที่วัดท่าแคเมื่อพ.ศ. 2537 โดยตาเพ็งทำให้ดูเป็นตัวอย่างโดยได้รับการฝึกฝนจนเกิดความชำนาญ และภายหลังได้ส่งต่อการทำเสื้อโนราให้กับนายพััน เลือน จันทร์ เป็นผู้สืบทอดมาเป็นรุ่นที่สอง ช่วงปีพ.ศ. 2545 ได้มีการทำเทริดโนราห์เพื่อจัดจำหน่ายเป็นส่วนใหญ่ หลังจากนั้นได้มีการส่งต่อไปยังรุ่นที่สาม นายเสริมศักดิ์ เลื่อนจันทร์ ประมาณปีพ.ศ. 2550 และได้มีการสร้างอัตลักษณ์ความเป็นเทริดโนราห์ตามแบบฉบับของเมืองลุง การสร้างเทริดโนราสักหนึ่งยอดก็จะมีการใช้วัสดุที่หาได้ง่ายตามท้องถิ่นโดยเฉพาะไม้ทอง ไม้ยอ และไม้ขนุน ช่างจะนิยมใช้ไม้เนื้ออ่อนง่ายต่อการสร้าง และจะน้ำหนักเบาเพื่อความสะดวกสบายแก่ผู้สวมใส่ จะมีส่วนประกอบเจ็ดส่วน
ส่วนที่1 ยอดเสริฐโนราห์จากขุดจากไม้ขนุนหรือไม้ยอ เนื่องจากเป็นไม้ที่หาได้ง่ายตามท้องถิ่นและเป็นไม้เนื้ออ่อนขุดยอดเสิดโนราเป็นรูปทรงดอกบัว
ส่วนที่ 2 หูเซิดแกะด้วยไม้ทองหลางเนื้อไม้มีความคงทนต่อการใช้งาน
ส่วนที่ 3 ส่วนเพดานเสริฐจะขุดด้วยไม้ขนุนหรือไม้สักไม้ทั้งสองชนิดมีความเบานำมาขุดจะกดทับศีรษะผู้สวมใส่ การขุดจะเป็นสามชั้น เพดานจะมีการเชื่อมด้วยวิธีแบบภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เรียกว่าการสลักเดือย
ส่วนที่ 4 โครงเซอร์จะนำไม้ไผ่ศรีสุข ไม้ไผ่เป็นไม้เนื้ออ่อนง่ายต่อการนำมาศาลขึ้นรูปมาศาลเป็นรูปทรงกระบอก
ส่วนที่ 5 กระจังประดับเพดานเทริด จะใช้พลาสติกแทนการใช้หนังวัว พลาสติกมีความคงทนต่อการใช้งานอย่างมาก
ส่วนที่ 6 การเขียนสีบริเวณโครงเทริด ศัพท์ทางช่างจะเรียกเรียกว่า “ การเขียนศิลป์”
ส่วนที่ 7 รูปโครงหน้าของเชิดโนราห์จะมีหลากหลาย หน้าพระ และหน้านาง หน้านางเมขลา
องค์ประกอบลวดลายเทริดสกุลช่างล่าย พัทลุง
ลวดลายเซโนราห์สกุลช่างล่าย ถือเป็นลวดลายแบบดั้งเดิมตั้งแต่รุ่นแรก จนมาถึงรุ่นที่3 ปัจจุบันตัวลายเทริด โนราสกุลช่างล่าย ประกอบกันทั้งหมด 3 ส่วนได้แก่
ส่วนที่ 1 ยอดเทริดโนราห์ ยอดเทริดส่วนยอดจะแกะเป็นรูปทรงมาลัยลูกแก้ว ซ้อนชั้น ด้วยบัวฝาละมี ปลายยอดแกะเป็นก้านรองรับบัวอกไก่ ปลายยอดจะแกะยอดกลม หรืออาจจะเป็นรูปทรงดอกบัว
ส่วนที่2 โครงเทริด จะนำไม้ไผ่สีสุกมาสานเป็นรูปทรงกระบอกลวดลายขัด หลังจากนั้นได้มีทาลงรักติดลวดลายดอกประจำยามทั้ง 4 ทิศ มีการประดับลวดลายรอบโครงเทริดโนราห์ ที่เรียกว่า “ลวดลายหยดน้ำค้าง “ หรือลายกระจังตาอ้อย ลวดลายบริเวณโครงเทริด ศัพท์ทางช่างจะเรียกว่า “ การเขียนศิลป์” ด้านท้ายโนราจะมีการประดับดอกลายดาว
ส่วนที่ 3 ส่วนกระจังประดับเพดานเทริด จะแกะเป็นลวดลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ขอบด้านล่างของเพดานเทริด จะการประดับลายกระจังตาอ้อย สลับกับกระจังทรงพุ่มเข้าบิน
อัตลักษณ์เทริดโนราห์ ซึ่งมีรูปแบบการวิวัฒนาการสันนิษฐานว่า อาจจะได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะสมัยอยุธยา ซึ่งหัวเมืองทางภาคใต้ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การปกครองของเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งขึ้นตรงกับกรุงศรีอยุธยา อาจจะได้รับอิทธิพลผ่าน การ เมือง ศาสนา ภาษา และการแสดงพื้นบ้าน เพราะเนื่องจากเทริดโนรา มีลักษณะยอดเตี้ย ซึ่งคล้ายกับเครื่องทรงพระพุทธรูปสมัยอยุธยาตอนกลาง หรือลักษณะคล้ายกับพระพุทธรูปทรงเครื่อง วัดหน้าพระเมรุ ซึ่งได้รับอิทธิพลผ่านทางศาสนา ที่ผสมผสานระหว่างความเป็นศาสนาพุทธ และศาสนาพราหมณ์ ที่มีศูนย์กลางความเจริญอยู่ทั่วภาคใต้ ส่งผ่านลงมา เนื่องจากภาคใต้พบพระพระพุทธรูปทรงเครื่องมโนราห์ ที่เก่าแก่หลายแห่ง เช่นพระพุทธรูปทรงเครื่องจักรพรรดิ วัดกาหลอำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา ซึ่งแต่งเครื่องส่งคล้ายกับพระประธานวัดหน้า พระเมรุ ผสมผสานกับเครื่องแต่งกายอย่างมโนราห์มีอายุการก่อสร้างที่ใกล้เคียงกัน
อัตลักษณ์เทริดโนราห์ของสกุลช่างภาคใต้มีความโดดเด่นที่แตกต่างกันดังนี้ สกุลช่างอ้นจังหวัดสงขลา โดดเด่นด้านการตกแต่งโครงเทริดด้วยการปั้นลายตัวพุด ลายตัวผมเทริด และ ลายแมงดาตามกัน สกุลช่างลุ้นจังหวัดตรัง โดดเด่นด้านการทำเพดานเทริด 4 ชั้น และการแต้มสีเป็นลายตีนจุกตูบริเวณโครงเทริด สกุลช่างแว็กจังหวัดนครศรีธรรมราช โดดเด่นในการใช้ไม้รักทำยอดเทริด เพราะมีความเชื่อว่าจะมีคนรักคนหลง เพดานเทริด ประดับดอกไม้ไหว โครงเทริดตกแต่งด้วยการปั้นลายรักร้อย ลายตาข้าวพอง และส่วนหน้าเทริด ทำเป็นรูปทรงเรียกว่า หยักไรผม ส่วนสกุลช่างล่าย จังหวัดพัทลุง โดดเด่นในการใช้ไม้มงคล ประเภทไม้ขนุนและไม้ยอ ทำเพดานเทริด ส่วนยอดเทริด ใช้วิธีการขุดเป็นรูปดอกบัว โครงเทริด ตกแต่งด้วยการปั้นลายหยดน้ำค้าง และแต้มสีแดง ซึ่งภาษาช่างเรียกว่าการเขียนศิลป์
ที่มาสืบค้นข้อมูล https://so02.tci-thaijo.org/index.php/HUSOTSU/article/view/261789/181807
ภาพ Cr: gmibfmi'o8i By.โสตถิ์ศิลป์
30 พฤษภาคม, 2568
เทริด
เทริด เป็นมงกุฎโบราณรูปแบบหนึ่ง เป็นรูปกรวยสูงปลายแคบ ทำจากผ้าหรือหนังสัตว์ ประดับด้วยอัญมณีต่าง ๆ เป็นราชภัณฑ์สำหรับกษัตริย์หรือจักรพรรดิ โดยเฉพาะในยุคเมโสโปเตเมีย ต่อมาเปลี่ยนไปเป็นทรงเตี้ย ทำจากโลหะต่าง ๆ ประดับอัญมณี ในประเทศไทยเองก็มีหลักฐานการสวมเทริดมานาน เช่น ปูนปั้นรูปบุคคลหรือพระพุทธรูปสวมเทริดขนนก
ในภาคใต้ของประเทศไทย มีการใช้เทริดสำหรับการแสดงมโนราห์ เรียกว่า เทริดมโนราห์ หรือ เทริดโนรา เป็นเครื่องสวมศีรษะ มีรูปลักษณ์คล้ายกับชฎาแต่มีสัณฐานสั้นกว่า ทำจากโลหะหรือไม้ ประดับตกแต่งด้วยการปั้นรักติดเป็นลวดลาย ลงรักปิดทอง และประดับด้วยกระจกสีหรือวัสดุอื่นที่เหมาะสม เดิมเทริดเป็นเครื่องสวมศีรษะสำหรับนักแสดงชายเท่านั้น แต่ในปัจจุบันมีการออกแบบเทริดหน้านางสำหรับผู้หญิงด้วย
ทั้งนี้ เทริดมโนราห์ มีองค์ประกอบคือ ยอดเทริด เพดานเทริด โครงรอบศีรษะ และใบหู โดยประกอบจากไม้มงคลหลายชนิด กล่าวคือ ยอดเทริดทำจากไม้ยอ เพื่อให้ผู้คนสรรเสริญเยินยอ เพดานเทริดทำจากไม้ทองหลาง เพื่อให้เงินทองไหลมาเทมา โครงรอบศีรษะทำจากไผ่สีสุก เพื่อให้ชีวิตและการงานมีแต่ความสุขความเจริญ และใบหูทำจากไม้รัก เพื่อให้คนรัก หลงใหล และเมตตาเอ็นดู เป็นต้น
นอกจากนี้ในการแสดงมโนราห์แขก หรือโนราควน ซึ่งเป็นการแสดงลูกผสมระหว่างมโนราห์ของชาวไทยพุทธ กับมะโย่งของชาวไทยเชื้อสายมลายู ก็จะสวมเทริดเช่นเดียวกับมโนราห์ หากแต่นิยมห้อยอุบะด้วย ถือเป็นอัตลักษณ์สำคัญ
ประวัติความเป็นมา
เทริด เป็นเครื่องประดับศีรษะของตัวนายโรง หรือโนราใหญ่ หรือตัวยืนเครื่อง (โบราณไม่นิยมให้นางรำใช้) ทำเป็นรูปมงกุฎอย่างเตี้ย มีกรอบหน้า มีด้ายมงคลประกอบ ในพิธีครอบเทริด หรือผูกผ้าใหญ่ หลังจากพิธีตัดจุกแล้ว หากผู้เข้าพิธียังไม่เคยตัดจุก จะต้องทำพิธีตัดจุกก่อน และต้องมีอายุครบ ๒๒ ปี เป็นโสด หากแต่งงานมาแล้วต้องทำใบหย่าร้างโดยสมมุติกับภรรยาเพื่อมิให้ "ปาราชิก” ซึ่งผิดกฎสำหรับโนรา ในอดีต เมื่อครอบเทริดแล้วต้องไปรำ "สามวัดสามบ้าน” แล้วจึงมาเข้าพิธีอุปสมบทจึงจะถือว่าเป็นโนรา โดยสมบูรณ์ แต่ในปัจจุบันสามารถอุปสมบทได้เลย
เทริดโนรา หมายถึง เครื่องสวมศีรษะลักษณะคล้ายชฎา แต่มีรูปทรงสั้นกว่า มีโครงสร้าง ทำด้วยโลหะ หรือไม้ไผ่สาน ตกแต่งรายละเอียดด้วยการปั้นรักติดเป็นลวดลาย ลงรักปิดทอง ประดับตกแต่งด้วยกระจกสี หรือวัสดุอื่นที่เหมาะสม เทริดที่ผ่านการทำพิธีบูชาครูโนราแล้ว ถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ใช้ในพิธีผูกผ้าใหญ่ หรือแต่งพอกหรือพิธีโนราโรงครู โดยจัดวางเทริดไว้บนปะรำพิธีด้านบนและหย่อนเทริดเพื่อครอบให้กับ โนราที่ฝึกรำจนชำนาญแล้ว โดยมีครูโนราหรืออุปัชฌาย์ยืนคอยช่วยสวมเทริดให้ครอบศีรษะโนราใหม่ เทริดโนรา ต้องประณีต สวยงาม มีขนาด รูปทรง และสัดส่วนเป็นไปตามลักษณะที่ดีของเทริดโนรา มีองค์ประกอบครบถ้วนลวดลายต้องประณีต สวยงาม ถูกต้องตามแบบของเทริดโนราการประกอบ และตกแต่งด้วยวัสดุอื่นต้องประณีต ติดแน่น คงทน บริเวณรอยต่อต้องเรียบร้อย ไม่มีรอยเปรอะเปื้อน ของวัสดุที่ใช้ยึดติดชิ้นส่วน สีที่ทำต้องสม่ำเสมอ ติดแน่น คงทน ไม่หลุด หรือ ลอก
การทำเทริดโนราของภูมิปัญญา หรือช่างทำเทริดโนรา จะทำด้วยไม้ทองหลางใบมน นำมาขุด แกะ เหลาด้วยมือ และกลึงในส่วนยอด ประดับแววด้วยกระจกหรือเพชร ตัวเทริดกับเทริดสามารถถอดออกจากกันได้เทริดโนรา สามารถแบ่งออกได้ดังนี้
๑. เทริดชัย เป็นเทริดโนราใหญ่ โบราณ ดั้งเดิม
๒. เทริดหน้าพระ เป็นเทริดที่ใช้กันทั่วไปในปัจจุบัน ทั้งชายและหญิง
๓. เทริดหน้านาง เป็นเทริดที่ออกแบบขึ้นเพื่อให้เหมาะสมและสวยงามสำหรับโนราผู้หญิง โดยได้ทำให้กับโนรายุพิน เสียงทอง เป็นยอดแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๖
ส่วนเทริดแบบดั้งเดิม ลงรักปิดทองคำแท้ ๑๐๐% ประดับกระจก แบ่งได้ดังนี้
๑. เทริดลงรักปิดทองคำแท้ประดับเพชร - พลอย
๒. เทริดหน้านาง ลงรักปิดทองคำแท้ ประดับเพชร พลอย
๓. เทริดเงิน ทำขึ้นเพื่อใช้คู่กับเทริดทองคำโดยได้ทำให้กับโนราละมัยศิลป์ เป็นยอดแรก เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๘
๔. เทริดสีทอง ที่ใช้กันโดยทั่วไปในปัจจุบันนี้มี ๒ แบบ เทริดสีทองประดับกระจก เทริดสีทอง ประดับเพชร
๕. เทริดสีต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้สั่งทำ
๖. เทริดย่อส่วนสำหรับบูชาติดหิ้ง
ซึ่งจากการศึกษาโบราณห้ามผิดเพี้ยนเด็ดขาด คือ ห้ามเอาหัวลงข้างล่าง และลายกนกทุกตัวต้องถูกต้องตามตำแหน่ง นอกจากนั้นสามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นสีใดก็ตาม
มโนราห์ หรือโนราห์ เป็นเอกลักษณ์ของชาวใต้ที่น่าภาคภูมิใจอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นศิลปะการร้องและการรำชั้นสูง ทั้งนี้มีคนกล่าวกันว่าต้นกำเนิดนั้นคือ ที่อินเดียกว่าสี่ร้อยที่ผ่านมา โดยวัตถุประสงค์ก็เพื่อบูชามหาเทพทั้งสามนั้นก็คือ พระอิศวร พระพรหม และพระนารายณ์ ซึ่งในบทร้อง ของมโนราห์ปัจจุบันก็ยังคงมีเนื้อหาดังกล่าวเจือปนอยู่ แม้จะมีการดัดแปลงแก้ไขใส่เนื้อหาทางด้าน พุทธศาสนาและความเชื่อดั้งเดิม คือ การนับถือบรรพบุรุษ เติมไปบ้างตามอิทธิพลของศาสนาที่มีต่อท้องถิ่น ความเป็นศิลปะชั้นสูงของมโนราห์นั้นสามารถดูได้จากงานครอบครูโขนละครและดนตรีไทย ที่เป็นมรดก ของชาติ และเป็นที่ยอมรับว่างดงามและสูงส่ง บนปะรำพิธีจะมีเศียรเก้าเศียรซึ่งเศียรที่เก้านั้นก็คือ เทริดมโนราห์ (คล้ายมงกุฎ) อีกทั้งมโนราห์ยังเป็นศาสตร์ที่รวบรวมเอาศิลป์แขนงอื่นมาเกี่ยวข้อง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น งานช่างไม้ ช่างก่อสร้าง ช่างปักเย็บ เป็นต้น
ความเชื่อ โดยเชื่อกันว่าครูเหล่านี้คือกลุ่มคนที่เคยมีชีวิตในสมัยโบราณ ทั้งนี้จะเป็น เจ้าเมือง(เมืองพัทลุง) และบรมวงศานุวงศ์ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเครื่องแต่งกายของมโนราห์จึงมีลักษณะ คล้ายเครื่องทรงกษัตริย์ ซึ่งบรมครูเหล่านี้ ได้แก่ ขุนศรัทธา เจ้าพระยาสายฟ้าฟาด แม่ศรีมาลา แม่นางคงคา แม่นางนวลทองสำลี ตาม่วงแก้ว ตาม่วงทอง ขุนแก้วขุนไกร พ่อเทพสิงขร เป็นต้น เหล่าตาพรานป่าและ เหล่าเสนา เหล่านี้คือ ข้ารับใช้ในวัง และยังเป็นตัวตลกอีกด้วย เช่น พรานบุญ พรานเทพ พรานหน้าทอง พรานเฒ่า เป็นต้น ตายายมโนราห์ เหล่านี้ก็คือ บุคคลที่เคยมีชีวิตอยู่จริงในหน้าประวัติศาสตร์ แต่เมื่อสิ้นชีพ ไปแล้วด้วยแรงครูจึงยังคอยวนเวียนปกปักษ์รักษาลูกหลานเชื้อสายมโนราห์ ตลอดมา
วัสดุและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในการทำเทริด
๑. ขวาน
๒. พร้า
๓. มีดกรีดยางหัก
๔. เลื่อยลันดา
๕. ค้อน
๖. เลื่อยหางหมู
๗. กระดาษทราย
๘. ดินสอ
๙. กาวลาเท็กซ์
๑๐. กรรไกร
๑๑. คีม เหล็ก
๑๒. สิ่ว
๑๓. ตะไบ
๑๔. เครื่องกลึง
๑๕. ท่อนไม้วางแบบเรียบ
๑๖. น้ำทอง
๑๗. พู่กัน
๑๘. สีโปสเตอร์
๑๙. ตัวแบบกนกต่าง ๆ
๒๐. เข็มและด้าย
๒๑. เชือกเส้นเอ็นไนลอน
๒๒. ชันและน้ำมันก๊าด
๒๓. แกลลอน
๒๔. แก้วสีต่าง ๆ เช่น ขาว,แดง,เขียว,น้ำเงิน
๒๕. ตะปูเข็ม
วิธีการทำเทริด
๑. การทำกะโหลก (เพดานเทริด) ใช้ไม้ทองหลาง ถือเคล็ดตามชื่อและเป็นไม้มงคลโดยใช้เนื้อไม้จากกิ่ง เพราะจะได้ไม่ต้องตัดไม้ทั้งต้น หลังจากนั้นเลื่อยเป็นท่อนๆ (คล้ายเขียง) ให้มีผิวเรียบ ทั้งสองด้าน ใช้สิ่วหรือสว่านขูดเนื้อไม้ด้านนอกทิ้ง เพื่อให้เหลือเฉพาะส่วนวงกลมที่ต้องการทำกะโหลก ใช้เครื่องกลึงเป็นรูปกะโหลก และตกแต่งให้ผิวเรียบด้วยกระดาษทราย จากนั้นใช้สิ่วหรือมีดขุดเจาะ และตกแต่ง ให้ด้านนอกมีรูปร่างเป็นวงรี แต่ในส่วนของด้านบนกับด้านล่างยังคงเป็นทรงกลม เมื่อได้รูปทรง ตามที่ต้องการแล้ว ใช้สิ่วขูดเจาะร่องภายในให้เป็นชั้นๆ นำไปตากแดดให้แห้งเป็นเวลา ๒ วัน สำหรับส่วนนี้ จะมีอยู่ด้วยกัน ๓ ขนาด คือ ใหญ่ (๒๒ นิ้ว) ขนาดกลาง (๒๑ นิ้ว) ขนาดเล็ก (๒๐ นิ้ว)
๒. การทำยอดเทริด ใช้ไม้กระท้อนเพราะเป็นไม้เนื้ออ่อน เหลาง่าย และหาง่าย ในท้องถิ่น (ในอดีตใช้ไม้จากต้นเทียมแต่เนื่องจากหายากขึ้นจึงเปลี่ยนมาใช้ไม้กระท้อนแทน) หลังจากนั้นนำมาตัดเป็นท่อนๆ ใช้สิ่วแกะเซาะเป็นชั้นๆ ปัจจุบันนี้ใช้เครื่องกลึงตกแต่งส่วนยอดเพื่อให้ได้รูปทรงกลมมน และมี ผิวเรียบ (ลักษณะรูปแบบของยอดจะทำตามลูกค้าสั่ง) จากนั้นทำเดือยสามเหลี่ยมเพื่อใช้เป็นตัวยึดติด ระหว่างยอดกับกะโหลก (เพดาน) เทริด
๓. การทำหูใช้ไม้กระท้อน นำมาตัดตกแต่งให้มีลักษณะโค้งงอและเรียว คล้ายปีกนก
๔. การทำโครงเทริดโดยใช้ไม้ไผ่สาน ใช้ตอกไผ่สีสุกสานขัดเป็นลายสอง และสานเป็น รูปทรงกระบอกเพื่อใช้ทำโครงเทริด จากนั้นนำมาตัดปลายให้เสมอ แล้วนำไปประกอบกับกะโหลก (เพดาน) เทริด ทากาว ตัดแต่งด้านหน้าให้กว้างเพื่อทำหน้าผาก จากนั้นจึงนำส่วนหูมาติด
๕. การตกแต่งเพดานเทริด หรือเรียกว่า "เกร็ด” ด้วยหนังวัว ลดหลั่นกันเป็น ๓ ชั้น โดยนำหนังวัวมาตัดเป็นลวดลาย แล้วใช้ตะปูตัวเล็กตอกให้เป็นลวดลายอย่างต่อเนื่องบนเพดานเทริดทั้งสี่ชั้น แต่ปัจจุบันใช้พลาสติกแทนหนังวัว เนื่องจากพลาสติกมีความคงทน ซึ่งแตกต่างกับหนังวัวที่อ่อนตัว เมื่อโดนแดดหรือความร้อน
๖. การทาชันและทาสีเทริด ใช้ชันผงผสมกับน้ำมันก๊าด เพื่อให้เกิดความเหนียวและเปลี่ยนสี เป็นสีน้ำตาล (ชันหนึ่งถุงสามารถนำมาทาเทริดโนราได้จำนวน ๒ ยอด) ใช้พู่กันจุ่มชันที่ผสมแล้วทาโครงไม้ไผ่ให้ทั่วเพื่อปิดรอยสาน หลังจากนั้นใช้เชือกไนล่อนมาติดเป็นแนวเพื่อไว้ประดับกระจกแก้ว นำชันที่เหลือมาปั้นเป็นรูปกนกตกแต่งเกร็ดและโครงเทริดและยอดเทริด ในสมัยโบราณนิยมปั้นกนกด้วยมือ แต่ปัจจุบัน ได้พัฒนาทำเบ้าไว้สำหรับทำกนกเพื่อความสะดวกรวดเร็วและได้กนกที่มีขนาดเท่ากัน รอจนแห้ง
๗. การทาสีในส่วนของเทริดและยอดเทริด ตกแต่งประดับลายในส่วนต่างๆ ลงรักปิดทอง หรือทาน้ำทอง ปัจจุบันนิยมใช้สีอะคริลิคทาแทนการปิดทองคำเปลว โดยจะใช้สีอะคริลิคสีทอง ทาด้านหน้าของเกร็ด โครง และหูให้ทั่ว หลังจากนั้นผึ่งลมหรือตากแดดให้แห้ง ประมาณ ๑ - ๒ วัน (ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ) เพื่อให้สีแห้งสนิทและคงทน หลังจากนั้นทาสีแดงบนกะโหลกและด้านหลัง ของเกร็ดให้ทั่ว ส่วนยอดเทริดให้ทาสีทองและทาสีแดงเช่นเดียวกับเทริด
๘. การตกแต่งและทำลวดลาย ใช้กระจกแก้วสีต่างๆ มาตัดเป็นรูปทรงเรขาคณิต เพื่อประดับเทริด ให้เกิดความสวยตามแนวเชือกไนล่อน ส่วนใหญ่นิยมใช้กระจกสีขาวเขียว และแดง เพราะเมื่ออยู่บนเวทีแล้ว จะสวยงามกว่ากระจกสีอื่น ส่วนยอดเทริดติดกนกตามชั้นต่างๆ
๙. การติดยอดเทริด สำหรับยอดเทริดอาจประดับลูกแก้ว หรือเหลาไม้เป็นทรงกลม ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความต้องการของโนราที่สั่งทำการประดับตกแต่งด้วยกระจกแก้วสีต่างๆ เก็บรายละเอียด ให้เรียบร้อย เป็นอันเสร็จสมบูรณ์
โนรา เป็นนาฏศิลป์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ในบรรดาศิลปะการแสดงของภาคใต้ มีความยั่งยืน มานับเป็นเวลาหลายร้อยปี การแสดงโนราเน้นท่ารำเป็นสำคัญ ต่อมาได้นำเรื่องราวจากวรรณคดีหรือ นิทานท้องถิ่นมาใช้ในการแสดงเรื่อง พระสุธนมโนห์รา เป็นเรื่องที่มีอิทธิพลต่อการแสดงมากที่สุด จนเป็นเหตุให้เรียกการแสดงนี้ว่า มโนห์รา ตามตำนานของชาวใต้เกี่ยวกับกำเนิดของโนรา มีความเป็นมา หลายตำนาน เช่น ต˚านานโนรา จังหวัดตรัง จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสงขลา และจังหวัดพัทลุง มีความแตกต่างกันทั้งชื่อที่ปรากฏในเรื่องและเนื้อเรื่องบางตอน ทั้งนี้อาจสืบเนื่องมาจากความคิด ความเชื่อ ตลอดจนวิธีสืบทอดที่ต่างกัน จึงทำให้รายละเอียดปลีกย่อยของแต่ละตำนานแตกต่างกัน แต่ชาวบ้านจังหวัดยะลา แก้บน "มโนราห์โรงครู” ตามความเชื่อและความศรัทธาของชาวปักษ์ใต้ ที่บริเวณบ้านเรือนชาวบ้านในพื้นที่เขตจังหวัดยะลา ยังยึดหลักความเชื่อและอนุรักษ์ในพิธีกรรมของ การครอบครูโนรากับพิธีอุปสมบท มีวิธีการของขั้นตอนการปฏิบัติใกล้เคียงกัน สิ่งที่เป็นข้อสังเกตได้ว่า โนรานำแนวปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนต่อการอุปสมบทมาใช้ในการประกอบพิธีกรรมโนรา ได้แก่
๑. การนำบุตรของตนไป มอบกับครูโนราให้อบรมสั่งสอนความรู้โนราเหมือนกับ นำลูกไปถวายหลวงพ่อเพื่อให้เป็นศิษย์วัดคอยอบรมและสั่งสอน
๒. เมื่อลูกชายมีความรู้ ด้านโนราอย่างสมบูรณ์ อายุประมาณ ๒๐ - ๒๑ ปี จะต้องให้ครูรับรองความรู้เหมือนบวชพระให้ถูกต้องตามประเพณี
๓. การทำพิธีครอบเทริดโนรามีการตัดจุกโนราจะยึดถือเป็นการสระหัวโนราเหมือนกับการสระหัวเจ้านาค
๔. การทำพิธีตัดจุกและสระหัวโนราจะต้องน˚าเครื่องทรงหรือเตรียมเครื่องแต่งกาย
โนราให้พร้อมสรรพไว้สำหรับเปลี่ยนเหมือนกับเจ้านาคจะต้องเตรียมเครื่องอัฐบริขารให้ครบถ้วน
๕. การทำพิธีครอบครูโนราในโรงพิธีหรือโรงโนราเปรียบเสมือนกับเจ้านาคทำพิธีบวชในอุโบสถ
๖. เมื่อพิธีตัดจุก เรียบร้อยแล้วมีการปาวารนาตนแก่ครูโนรา ๔ คน หรือเปรียบเสมือน พระอุปัชฌาย์และพระกรรมวาจารย์โดยมีตาสำมะรุดเป็นสักขีพยาน
๗. การครอบเทริดจะต้องใช้เชือก ด้ายสายสิญจน์ในการทำพิธีมีทั้งหมด ๓ เส้น ในจำนวน ๑ ใน ๓ จะมีพระสงฆ์มาร่วมพิธีอยู่ด้วยซึ่งแสดงให้เห็นว่า พระสงฆ์เข้ามามีบทบาทสำคัญเพื่อความเป็นสิริมงคล พิธีกรรมมีความผูกพันและเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาอย่างชัดเจน
๘. การตัดด้ายสายสิญจน์ของการครอบเทริดจะตัดด้วยไฟเทียนไขซึ่งติดอยู่ที่ปลายพระขรรค์ ของครูโนรา พระขรรค์เป็นอาวุธประจำกายของพระอินทร์ ครูโนรานำพระขรรค์มาใช้ประกอบกิจกรรม ซึ่งแสดงให้เห็นอิทธิพลคติเทวนิยมของพราหมณ์ โนราได้รับและปรับใช้อย่างกลมกลืน
๙. การทำพิธีครอบครูโนรา มิได้เกิดจากการรับและปรับใช้หรือยอมรับเฉพาะกลุ่มเท่านั้น ชาวบ้านในชุมชนทั้งใกล้และไกลจะมาร่วมเป็นสักขีพยานอย่างพร้อมเพรียงกันโดยเฉพาะ ในกิจกรรมวันที่สอง ของพิธีกรรม ซึ่งแสดงให้ทราบว่าการทำพิธีดังกล่าวเป็นที่ยอมรับและเล็งเห็นความสำคัญอย่างกว้างขวาง
๑๐. เมื่อทำพิธีครอบเทริดแล้ว ผู้ที่เป็นโนราจะต้องไปรำ ๓ วัด ๓ บ้าน และ บวชพระ จึงเป็นโนราที่สมบูรณ์ที่มีความบริสุทธิ์ที่ร่างกายและจิตใจ สามารถแสดงโนราและประกอบพิธีกรรมใด สำเร็จลุล่วงได้ตามความต้องการของลูกหลานทุกครั้ง
ปัจจุบันมีผู้ให้ความสนใจในศิลปะการแสดงมโนราห์น้อยมาก ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่ยังทำการ แสดงอยู่ก็มีอายุตั้งแต่ ๔๐ ปีขึ้นไป และจะให้ความสนใจในการแก้บนต่างๆ มากกว่าการร่วมสืบทอด การร่ายรำมโนราห์ ซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของวิถีวัฒนธรรม ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ และของชาวปักษ์ใต้
สถานะการคงอยู่ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
- เสี่ยงต่อการสูญหายต้องได้รับการส่งเสริมและรักษาอย่างเร่งด่วน
รายชื่อผู้สืบทอดหลัก
๑. กลุ่มผู้ผลิตเทริดมโนราห์ ณ บ้านเลขที่ ๑๔๘ หมู่ที่ ๔ ตำบลสมหวัง อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง
๒. นายนริศร เพชรมณี (มโนราห์โทน สมพงษ์น้อยดาวรุ่ง) บ้านเลขที่ ๒ หมู่ที่ ๒ ตำบลนาท่อม อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง
ภัยคุกคาม
ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้วิถีการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปนิยมชมการแสดงด้านอื่น และคงอยู่ในด้านความเชื่อมากกว่างานแสดง
การทำเทริดโนราห์ของกลุ่มผู้ผลิตเทริดมโนราห์ ณ บ้านเลขที่ ๑๔๘ หมู่ที่ ๔ ตำบลสมหวัง อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของบ้านไร่ เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗ โดย นายล่าย หนูยก และได้ถ่ายทอดภูมิปัญญาในการทำเทริด ให้แก่นายเสริมศักดิ์ เลื่อนจันทร์ /นายพัน เลื่อนจันทร์ ซึ่งเกิดจากการแสดงมโนราห์และผู้แสดงมีเทริดที่จะสวมใส่ไม่เพียงพอ เลยเกิดความคิดที่จะทำเทริดให้เพียงพอกับผู้แสดง เพื่อแก้ปัญหาในขณะนั้น ภูมิปัญญาที่อาศัยความรู้และประสบการณ์ เป็นการนำวัสดุหรือทรัพยากรที่มีในท้องถิ่นมาประดิษฐ์และก่อให้เกิดประโยชน์กับท้องถิ่นแห่งบ้านสมหวัง การทำเทริดได้พัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่องเพื่อให้งานออกมาอย่างประณีต และเป็นที่ยอมรับของคนในท้องถิ่น
เมื่อผู้คนในท้องถิ่นบ้านสมหวังภูมิใจยอมรับในชิ้นงานที่ออกมา ทำให้ชิ้นงานแพร่หลาย เลื่องลือไปยังตำบลใกล้เคียง จนทำให้ในปัจจุบันการทำเทริดถือได้ว่าเป็นอาชีพเสริมอีกทางหนึ่งที่ทำให้มีรายได้เพิ่มพูนให้กับครอบครัวและชุมชน การันตีโดยการได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) และ ผลิตภัณฑ์ OTOP ระดับ ๔ ดาว
(เทริดทรงนคร ยอด ๑๕)
อัตลักษณ์เทริดโนราและคติความเชื่อของสกุลช่างในภาคใต้
แนวคิดอัตลักษณ์ และความเชื่อ ผลการศึกษาพบว่า อัตลักษณ์เทริดโนราของสกุลช่างภาคใต้มีความโดดเด่นที่แตกต่างกันดังนี้ สกุลช่างอ้น จังหวัดสงขลา การตกแต่งโครงเทริดด้วยการปั้นลายตัวพุด ลายตัวผมเทริด และลายแมงดาตามกัน สกุลช่างลุ้น จังหวัดตรัง โดดเด่นด้านการทำเพดานเทริด 4 ชั้น การแต้มสีเป็นลายตีนจุกตูบริเวณโครงเทริด สกุลช่างแว็ก จังหวัดนครศรีธรรมราช การใช้ไม้รักทำยอดเทริดเพราะมีความเชื่อจะมีคนรักคนหลง เพดานเทริดประดับดอกไม้ไหว โครงเทริดตกแต่งด้วยการปั้นลายรักร้อย ลายตาข้าวพอง ส่วนโครงหน้าเทริดทำเป็นรูปทรงเรียกว่าหยักไรผม และสกุลช่างล่าย จังหวัดพัทลุง โดดเด่นในการใช้ไม้ขนุนและไม้ยอทำเพดานเทริด ส่วนยอดเทริดใช้วิธีการขุดเป็นรูปดอกบัว โครงเทริดตกแต่งด้วยการปั้นลายหยดน้ำค้าง การแต้มสีแดงซึ่งภาษาช่างเรียกว่าการเขียนศิลป์ ส่วนคติความเชื่อของสกุลช่าง สำหรับลวดลายของแต่ละสกุลช่างสะท้อนคติความเชื่อ ดังนี้ สกุลช่างอ้น ใช้ลายตัวพุด มีลักษณะเหมือน ตัวโอม แทนความโชคดี ในขณะสกุลช่างลุ้นใช้ลวดลายตัวโอมเหมือกันให้ความหมายแทนความสำเร็จ ส่วนสกุลช่างแว็ก ใช้ลายดอกประจำยามทั้ง 4 ทิศ หรือเทวดาทั้ง 4 ทิศ ซึ่งเปรียบเสมือนพระพรหม และสกุลช่างล่าย เน้นลาย หยดน้ำค้าง แทนเมตตามหานิยม
(✨โนห์ราอารีน้อย เสียงทอง ✨เทริดทรงนคร สกุลช่างแว็ก ที่สมบูรณ์ที่สุด🫶🏻เทริดยอดนี้ ใช้ประกอบละคร เรื่อง โนห์รา ถึง 2 ครั้ง🎥)
ที่มาสิบค้นข้อมูล
https://www.m-culture.go.th/phatthalung/
https://th.wikipedia.org/
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/HUSOTSU/article/view/261789
ภาพประกอบจากInternet
https://www.facebook.com/people/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3-By%E0%B9%82%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B9%8C/
21 พฤษภาคม, 2568
ขนมปะดา เมนูประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช ประจำปี 2566
เมืองนคร ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งวัฒนธรรมโบราณอันเก่าแก่แห่งหนึ่งของภาคใต้ เมืองนคร นอกจากจะมีปูชนียสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้แล้ว ยังมีอาหารปักษ์ใต้รสเด็ด และความแน่นแฟ้นของวัฒนธรรมไทยที่หลากหลายของเชื้อชาติที่ต่างกัน แต่อยู่ด้วยกันได้อย่างกลมกลืนของทั้งคนไทย คนจีน และคนมุสลิม จึงทำให้อาหารโบราณอร่อยๆ แบบชาวปักษ์ใต้หลายๆ ชนิดเป็นที่ถูกอกถูกใจของผู้คนและนักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนเมืองนคร จากคำบอกเล่าของคนเมืองนคร เขาบอกว่า เป็นขนมสูตรโบราณของชาวไทยมุสลิมในภาคใต้ ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ส่วนมากมักจะทำในช่วงเทศกาลต่างๆ หรือประเพณีสำคัญของชาวไทยมุสลิม ที่มักจะทำ“ขนมปะดา” หรือบ้างเรียกว่า “ขนมปาดา” พื้นบ้านชนิดนี้มาเลี้ยงแขก
ทั้งนี้จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้ดำเนินการจัดกิจกรรม 1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น” ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนายกระดับอาหารถิ่น มรดกทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทย (Thailand Best Local Food) รสชาติ…ที่หายไป The Lost Taste ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ของอาหารไทย อาหารท้องถิ่น ทีมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตคนไทย รวมถึงการรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศ รวมทั้งเสนอสาระความรู้เกี่ยวกับอาหารไทย และอาหารท้องถิ่น ต่อยอดสมุนไพรไทย สรรพคุณทางเลือกและส่งต่อเป็นภูมิปัญญาที่มีการสืบทอดรุ่นสู่รุ่น อีกทั้งเป็นการส่งเสริมศักยภาพของเครือข่ายวัฒนธรรมในการบริหารจัดการงานวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมท้องถิ่นได้พิจารณาคัดเลือกเมนู “ขนมปะดา” หรือบ้างเรียกว่า “ขนมปาดา” เมนูประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช ประจำปี 2566 ซึ่งเป็นขนมโบราณคู่บ้านคู่เมืองนคร รูปร่างหน้าตาคล้ายๆ กับขนมโดนัทของต่างชาติ แต่เป็นโดนัทที่มีไส้ ซึ่งปัจจุบันหาทานได้
ลักษณะของขนมจะทำจากแป้งข้าวเจ้า คลุกเคล้าผสมกับกล้วยน้ำว้าที่สุกงอม โดยนำแป้งมานวดกับกล้วยน้ำว้าจนเข้ากันเป็นเนื้อเดียวกัน ส่วนไส้ขนมจะประกอบด้วยสมุนไพรต่างๆ ได้แก่ ตะไคร้ หัวหอมแดง พริกไทย กระเทียม มะพร้าวขูด กะทิ กุ้งสด เกลือ และน้ำตาล นำมาบดส่วนผสมให้เข้ากันจนละเอียด จากนั้นก็นำไปผัดให้สุก เวลาทำก็นำแป้ง 2 ชิ้น มาประกบกัน โดยให้ไส้อยู่ตรงกลาง จากนั้นใช้นิ้วกดให้เป็นรู นำไปทอดในน้ำมันจนสุกมีสีเหลืองทอง ลักษณะขนมจะเหนียว นุ่ม ตัวแป้งมีความหวานและความหอมของกล้วยน้ำว้า ไส้รสเค็ม หวาน เจือเผ็ดเล็กๆ พอไม่ให้เลี่ยน หอมมะพร้าวและตะไคร้ขอบอกว่าหรอย! จริงๆ นิ และนอกจากรสชาติความอร่อยแล้ว หนมปะดา ยังอุดมไปด้วยคุณค่าสารอาหารครบทุกหมู่ด้วยค่ะ
ส่วนผสมตัวแป้ง
แป้งข้าวเจ้า 2 กิโลกรัม, กล้วยน้ำว้าสุก 3-4 หวีเล็กๆ, ส่วนผสมของใส้, มะพร้าวทึนทึกขูด 1 กก., พริกแกงขนมปาดาเพิ่มเผ็ด พริกไทย 20 บาท (เครื่องน้ำแกงหวานขนมจีน), น้ำตาลปี๊บ 1/2 กก. น้ำตาลทราย 5 ช้อนโต๊ะ, น้ำมันสำหรับทอด, กะทะ, ไม้แหลมสำหรับเขี่ยขนมในกะทะ, ถ้วย, ผ้าขาวบาง, น้ำเปล่า
วิธีทำสูตรโบราณ
1. นำข้าวสารมาแช่น้ำไว้ประมาณ 2 -3 ชั่วโมง ล้างให้สะอาดประมาณ 2-3 น้ำ พักให้หมาด
2. นำข้าวสารไปโม่เป็นแป้ง แล้วใช้ผ้าขาวบางนำมารับน้ำแป้ง โม่ให้หมดแล้วมัดผ้าให้แน่น
3. นำแป้งไปทับไว้ โดยใช้ของหนักๆ วางทับบนผ้า ประมาณ 4-5 ชั่วโมงให้แป้งแห้งสนิท
4. เมื่อแป้งแห้ง นำกล้วยมาคลึงเบาๆ หรือนำเข้าเครื่องปั่น ปั่นให้ละเอียดแล้วนำมาขยำกับแป้งให้เข้ากันดี เติมผงฟูเพื่อให้พองตัว 1 คืน (กล้วยยิ่งเยอะยิ่งอร่อย)
วิธีทำแป้งขนมปะดา
ข้าวสารแช่น้ำในกาละมัง หนึ่งคืน
นำข้าวสารที่แช่ไปโม่เป็นแป้ง
ทับให้แป้งแห้งสนิท
กล้วยน้ำว้าสุกงอม ใช้ช้อนขูดบาง ๆ หรือใช้เครื่องปั่นให้ละเอียด
นำแป้งกับกล้วยน้ำว้านวดหรือขยำให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว วางทิ้งไว้ให้แป้งหมักตัว
ส่วนผสมไส้ขนมปะดา
มะพร้าวทึนทึกขูด พริกแกง (ตะไคร้ หอมแดง พริกไทย กระเทียม) กะทิ เกลือ น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย
วิธีทำไส้ขนมปะดา
นำมะพร้าวทึนทึกขูดกับพริกแกง โขลกให้เข้ากันหยาบ ๆ
ตั้งกระทะ ใส่กะทิ น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย ตั้งให้เดือด
มะพร้าวทึนทึกโขลกเครื่องแกงลงไปผัดให้เข้ากัน เติมเกลือ (อาจจะใส่กุ้งหรือกุ้งแห้ง หรือกะปิ ตามชอบ)
ผัดให้เข้ากัน ชิมให้ได้รสชาติที่ถูกใจ ยกลงจากเตา รอให้เย็น
ไส้ขนม
มะพร้าวขูดนำมาผัดกับพริกแกง ทำไส้ขนม
อุปกรณ์สำหรับการทอดขนมปะดา
น้ำมันสำหรับทอด, กระทะ, ไม้แหลมสำหรับเขี่ยขนม, ถ้วย, จาน, ผ้าขาวบาง, น้ำเปล่า
วิธีทำขนมปะดา
คว่ำถ้วยบนจานเอาท้ายถ้วยเป็นพิมพ์ วางผ้าขาวบางบนท้ายถ้วย พรมน้ำบนผ้าไม่ให้แป้งติดผ้า
ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันครึ่งกระทะ รอน้ำมันเดือด
ใช้ช้อนตักแป้ง หรือจะใช้มือตัก เอาตามสะดวก วางแป้งบนผ้า
ปั้นไส้เป็นก้อนใส่บนแป้ง ทบชายผ้าให้แป้งปิดไส้ จิ้มนิ้วเจาะเป็นรูตรงกลาง ถ้าแป้งห่อไม่มิด ไส้โผล่จะหยอดแป้งทับบนอีกครั้งสักนิดก็ได้ไม่ให้ไส้โผล่ พลิกลูกขนมใส่ฝ่ามือ นำลงทอดในกระทะน้ำมันเดือด
ทอดขนม
นำขนมมาทอดให้สุกทั้งสองด้าน
ทอดทีละด้านจนสุก พลิกกลับอีกด้าน ทอดให้สุดจนทั่ว ใช้ไม้แหลมจิ้มรูตรงกลาง แขวนบนกระทะสะเด็ดน้ำมัน
ขนมปะดา
ขนมสุกตักพักให้สะเด็ดน้ำมัน
เคล็ดลับการทำขนมปะดา
ใช้แป้งบดเองจากข้าวสาร
แป้งผสมกล้วยน้ำว้าสุกงอมจนกลายเป็นเนื้อเดียว วางทิ้งให้แป้งหมักตัว
ไส้ใช้มะพร้าวทึนทึกเท่านั้นและเพิ่มกะปิ ไส้จะอร่อยมาก
ให้แป้งห่อไส้มิด ถ้าไส้โผล่ ทอดแล้วไม่สวย
ลูกขนมจะสวยหรือไม่ขึ้นอยู่กับตัวแป้งและความชำนาญของคนทำ
เป็นยังไงกันบ้างค่ะกับวิธีทำขนมปะดา ยังไงแล้วลองทำกันดูได้นะค่ะ หรือหากได้มาเที่ยวจังหวัดนครศรีธรรมราช ก็สามารถหาเมนูนี้ทานกันได้ค่ะ
แหล่งข้อมูล :
https://library.wu.ac.th/NST_localinfo
https://www.nakhononline.com/2297/
https://blog.wu.ac.th/archives/11395
08 พฤษภาคม, 2568
ผ้าพระบฏและผ้าพระบฎพระราชทาน
พระบฏ เป็นภาพเขียนภาพพระพุทธเจ้าหรือพุทธประวัติไหว้เพื่อใช้เป็นรูปเคารพบูชาอย่างหนึ่งของชาวพุทธ มีประวัติการสร้างตั้งแต่ครั้งพุทธกาลและเป็นสิ่งบูชาที่เปลี่ยนบทบาทตามบริบททาง สังคม จากรูปเคารพมาเป็นเครื่องบูชาพระพุทธองค์ในสมัยหลัง ดินแดนที่นับถือพุทธศาสนาอาจมีการสร้างพระบฎ ในรูปแบบและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันเช่นเดียวกับพุทธศาสนิกชนที่ศรัทธาพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชก็ร่วมกันสร้างพระบทเพื่อนำไปห่มรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ในประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุด้วยความเชื่อว่าเป็นการบูชาพระพุทธเจ้าได้กุศลสูงประเพณีนี้ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างยาวนานนับ 100 ปี แม้ว่าบางช่วงเวลาอาจซบเซาไปบ้างแต่หลังพ.ศ. 2530 เป็นต้นมา ได้มีการส่งเสริมในระดับจังหวัดจึงทำให้ประเพณีได้รับการถือปฏิบัติกว้างขวางขึ้น และหนึ่งในปัจจัยการส่งเสริมดังกล่าว ก็คือการได้รับพระราชทานพระจากสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย เพื่ออัญเชิญมาใช้ในประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ จึงเป็นผลให้ประเพณีนี้ดำรงอยู่อย่างมั่นคง และแพร่ขยายวงกว้างศรัทธา ต่อพระบรมธาตุเจดีย์และพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากว้างขวางทั่วคาบสมุทรไทยในปัจจุบัน
รู้จักผ้าพระบฎ
ความหมายของพระบฎ ซึ่งหมายถึงผืนผ้าที่มีภาพพระพุทธเจ้าหรือพุทธประวัติสร้างขึ้นมาเพื่อไว้บูชาความเป็นมาของพระบฏ ปรากฏในตำนานสมัยพระเจ้าอชาตศัตรู ในชั้นแรกพระบทถือเป็นรูปเคารพแทนพระพุทธเจ้า ต่อมาได้เปลี่ยนแปลงบทบาทมาเป็นเครื่องบูชาที่ถวายต่อพระพุทธองค์ การสร้างพระบฏมีจุดมุ่งหมายสำคัญคือสร้างถวายวัดเพื่อเป็นพุทธะบูชาและไว้สักการะบูชาภายในบ้านภาพและเรื่องราวในพระบฏ ส่วนใหญ่เป็นภาพพระพุทธเจ้าหรือพุทธประวัติรูปแบบพระบทมีทั้งที่เป็นผืนผ้าขนาดยาวซึ่งเขียนภาพลงเต็มผืนและผืนผ้าขนาดเล็กเขียนภาพเล่าเรื่องเป็นตอนตอนพระบทที่นิยมผลิตในนครศรีธรรมราชส่วนใหญ่เป็นผืนยาวเพื่อเหมาะสมแก่การอัญเชิญไปโฮมรอบวงพระบรมธาตุเจดีย์ณวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารเพื่อเป็นพุทธบูชา
ในดินแดนที่พระพุทธศาสนาแผลไปถึงต่างก็มีพระบุตรไหว้สักการะในประเทศอินเดียมีตำนานเล่าถึงที่มาของภาพพระบุตรว่าสมัยพุทธกาลพระเจ้าอชาตศัตรู ได้ทุนขอพระพุทธฉายจากพระพุทธเจ้าเพื่อนำมาสักการะบูชาแทนพระพุทธองค์ พระพุทธเจ้าจึงได้โปรดประทานพระพุทธฉายเป็นภาพพระพุทธองค์ประทับอยู่บนผ้าผืนหนึ่งให้แก่พระเจ้าอาชาตศัตรูจากนั้นจึงเกิดความนิยมเขียนภาพพระพุทธเจ้าลงบนผืนผ้าเพื่อสักการะบูชาแพร่หลายไปยังดินแดนอื่นที่นับถือพุทธศาสนาเช่นประเทศ Nepal ศรีลังกาที่เบตจีนญี่ปุ่นเกาหลีพม่าลาวเป็นต้นบางท้องถิ่นมีการนำสัญลักษณ์อื่นในทางพระพุทธศาสนามาเขียนบนผืนผ้าด้วยเช่นพระบฎในทิเบตเรียกว่า“ถังกา” เขียนภาพกาลจักรหรือปฎิจจสมุปบาท อันเป็นสื่อแสดงถึงพระธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสรู้และสั่งสอนเอาไว้เป็นต้น
จากการศึกษาพบว่าในดินแดนไทยสมัยโบราณ พระบฏ ถือเป็นรูปเคารพอย่างหนึ่งของพุทธศาสนิกชนซึ่งสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นรูปแทนพระพุทธเจ้าที่เสด็จดับขันปรินิพพานไปแล้วพระบฏ มีหลายขนาดตามกำลังความสามารถในการโทรและการวาด การทำพระบทได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากพุทธศาสนิกชนในสมัยโบราณ เนื่องจากลงทุนต่ำและใช้เวลาน้อยกว่าการสร้างพระพุทธรูปอีกทั้งสามารถพกพาติดตัวไปยังที่ต่างๆได้ง่ายต่อมาเมื่อพุทธศาสนิกชนรู้จักเครื่องมือในการทำพระพิมพ์ความนิยมทำพระบทก็เริ่มลดลง เพราะพระพิมพ์สามารถผลิตได้ครั้งละจำนวนมากเก็บรักษาไว้ในศาสนสถานได้นานกว่า รวมถึงยังสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่ายกว่า ส่งผลให้บทบาทหน้าที่ของพระบทได้เปลี่ยนแปลงจากการเป็นรูปเคารพ มาเป็นเครื่องบูชาที่ถวายต่อพระพุทธองค์
ในปัจจุบันพระบฎ ในนครศรีธรรมราชนิยมนำผ้าขาวขนาดยาวมาเขียนภาพพระพุทธองค์หรือภาพพระพุทธรูปปางต่างๆตามแนวนอนแต่ละผืนมีภาพลักษณะดังกล่าวหลายภาพ ผู้สร้างและผู้เขียนภาพจึงต้องใช้เวลานับเดือนในการทำ เมื่อเขียนเสร็จแล้วก็นำภาพไปประดับตกแต่งด้วยแถบผ้าหรือลูกปัดสีต่างๆ เพื่อเพิ่มความสวยงามแก่พระบฎ ก่อนที่จะนำเข้าขบวนแห่แหไปบูชาพระบรมธาตุเจดีย์ ณวัดพระธาตุวรมหาวิหาร ในประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ ระยะต่อมาการประดับพื้นผ้านิยมให้สตรีที่มีมีฝีมือมาเย็บผ้าแพร และลวดลายดอกไม้ที่ขอบแถบผ้าตลอดทั้งผืน ปัจจุบันช่างผู้ชำนาญด้านการวาดและการตกแต่งมีจำนวนน้อยลง ประกอบกับพุทธศาสนิกชนไม่ค่อยมีเวลาว่างมาจัดทำพระบฏ ทำให้แต่ละปีมีพระบทเพียงจำนวนหนึ่งที่มาเข้าร่วมขบวนแห่ ส่วนใหญ่มักใช้ผ้าผืนยาวสีขาวแดงและเหลืองแทน
ผ้าพระบฏ:ที่มาของประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ
กล่าวถึงตำนานของประเพณีนี้มีมาตั้งแต่พ.ศ. 1773 สมัยที่พระเจ้าสามพี่น้องคือพระเจ้าศรีธรรมสุราชพระเจ้าจันทรภาณุและพระเจ้าพงษาสุระ กำลังสมโภชพระธาตุคลื่นได้ชัดพระบทมาขึ้นฝั่งที่ชายหาดปากพนังชาวบ้านจึงนำภาพผืนนั้นไปถวายพระเจ้าศรีธรรมราชเมื่อซักผ้าพระบทจนสะอาดก็เห็นภาพพุทธประวัติเด่นชัดสวยงามเมื่อประกาศหาเจ้าของก็ได้ความว่าชาวพุทธร่วม 100 คนจากเมืองอินทปัตย์ จะเดินทางไปลังกาเพื่อนำพระบทไปบูชาพระพุทธบาทที่ศรีลังการะหว่างเดินทางพายุพัดเรือมาขึ้นฝั่งที่นครศรีธรรมราชพระเจ้าศรีธรรมโศก ส่งพิจารณาเห็นว่าพระบทผืนนั้นควรจะนำไปหุงพระบรมธาตุเจดีย์เนื่องในโอกาสสมโภชพระธาตุ เจ้าของพระบทก็ยินดีด้วย เหตุนี้การแห่ผ้าขึ้นทาสจึงมีขึ้นนับตั้งแต่นั้น
ตำนานดังกล่าวนี้ชี้ให้เห็นว่าการแห่ผ้าขึ้นธาตุกระทำในโอกาสสมโภชพระบรมธาตุประจำปีเดิมทีเจ้าเมืองทายาทจะจัดขบวนแห่พระบทพร้อมนำอาหารและเครื่องอุปโภคบริโภคไปถวายพระสงฆ์ที่วัดพระมหาธาตุวรพระมหาวิหารโดยจะมีชาวเมืองเข้าร่วมขบวนไปไปด้วย สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ทายาทของ เจ้าพระยานคร(หนู) พร้อมชาวเมืองก็ยังคงสืบทอดต่อครั้งถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยการแห่พระขึ้นธาตุก็เปลี่ยนมาทำในวันวิสาขบูชาต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่4 มีพระราชประสงค์ให้พุทธศาสนิกชนจัดพิธีทางพุทธศาสนาเพิ่มในวันมาฆบูชา (ขึ้น 15 ค่ำเดือนสาม) เหตุนี้ทำให้ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุมีการจัดปีละสองครั้งคือวันมาฆบูชาและวันวิสาขบูชา
อย่างไรก็ดีเนื่องจากสมัยก่อนการคมนาคมทางบกยังไม่ไม่สะดวกผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เดินทางมาทางเรือในช่วงที่น้ำยังเต็มลำคลองสะดวกกว่าจึงยึดถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 สืบมานับตั้งแต่นั้น ประกอบกับช่วงเวลาดังกล่าวชาวบ้านเก็บเกี่ยวพืชผลเสร็จแล้วจึงชวนกันไปทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัวและเพื่อให้ผลบุญได้ช่วยอำนวยให้ผลผลิตบังเกิดความอุดมสมบูรณ์ในปีต่อไป ตามคตินิยมที่มีมาแต่โบราณด้วยผู้คนที่เดินทางมาร่วมงานประเพณีนี้นิยมเดินทางมาตั้งแต่เช้าของวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 เพื่อมาค้างอ้างแรมที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารหรือวัดละแวกข้างเคียง เช่นวัดหน้าพระบรม วัดสระเรียง วัดพระนคร วัดหน้าพระลาน วัดชลเฉนียน (วัดชายคลอง) โดยเฉพาะบนลานทรายของวัดพระมหาธาตุฯ เพื่อจะได้ประกอบพิธีถวายผ้าพระบุตรหรือผ้าห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ตั้งแต่เช้าตรู่ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับภูมิลำเนาในช่วงสายหรือเที่ยงวัน
เมื่อพิจารณาด้านคุณค่าจะเห็นว่าประเพณีแห่ผ้าขึ้นทาสมีคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรม ทั้งในด้านคุณค่าต่อครอบครัวและเครือญาติ การปฎิบัติประเพณีเป็นการสร้างความสัมพันธ์กันในกลุ่มเครือญาติคุณค่าทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนทำให้เกิดความช่วยเหลือกันในด้านแรงงานและกำลังทรัพย์ จากคนในชุมชนและคนในชุมชนใกล้เคียงคุณค่าทางด้านการส่งเสริมจริยธรรมส่งเสริมให้คนในสังคมทำความดีอันจะส่งผลให้สังคมมีความปกติสุขคุณค่าต่อประเพณีเป็นการสืบทอดการ ปฎิบัติประเพณีจากรุ่นสู่รุ่นและคุณค่าด้านศาสนาและความเชื่อเป็นการสืบทอดความเชื่อและความศรัทธาต่อพระบรมธาตุเจดีย์นอกจากนี้ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุยังมีคุณค่าทางด้านเศรษฐกิจการที่พุทธศาสนิกชนจำนวนมากเข้าร่วมประเพณีทำให้มีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าแก่ผู้มาร่วมงานในท้องถิ่น
ผ้าพระบฎพระราชทาน
กล่าวถึงพระบฎพระราชทานที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมในประเพณีแห่ผ้าขึ้นทาสตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการขอวัตถุประสงค์ในการจัดสร้างการประสานงานจัดสร้างรูปแบบและลักษณะของ ผืนผ้าและการพระราชทานพระบทในโอกาสอันเป็นมงคลจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์มาใช้ในประเพณีแห่ผ้าขึ้นท่าตามลำดับดังนี้
ผืนแรกเป็นผ้าพระบฏ พระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัฐราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเมื่อพ.ศ. 2530 มีลักษณะเป็นภาคขาวใหญ่สังเคราะห์ขนาดกว้าง1.15 เมตร ยาว 32 เมตร ต้นผ้าหรือหัวผ้าอัญเชิญพระนามาภิไธยย่อ ส.ธ. ประดิษฐานไว้ต่อจากต้นผ้าไปทางขวามีภาพจิตรกรรมไทยเขียนด้วยสีอะคริลิค เขียนตามแนวนอนจำนวน 30 ตอน สาระของภาพเป็นพุทธประวัติตั้งแต่พระสิทธัตถะจุติจากสวรรค์ จนกระทั่งเจริญพระชนม์พรรษา และเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผืนนี้ได้ใช้มาจนถึงพ.ศ. 2549 พระบทเสื่อมสภาพลง จึงได้ขอพระราชทานผืนใหม่ในปีเดียวกัน(รวมจำนวนภาพที่ได้รับพระราชทานมีสองผืน)
ผืนที่สอง ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเมื่อพ.ศ. 2555 เนื่องในโอกาสปีพุทธชยันตรี 2600 ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าและเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม 2555 พระบทที่ได้รับพระราชทานเป็นผ้าแคนวาส ขนาดกว้าง 1.20 เมตร ยาว 39 เมตร ส่วนต้นผ้าอัญเชิญตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชินีนาถประดิษฐานไว้ ต่อจากส่วนต้นภาพเป็นภาพจิตรกรรมไทยเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ
ผืนที่สาม ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระบรมโอโอรสาธิราชฯ เมื่อพ.ศ. 2556 ภาพพระบฎพระราชทานผืนนี้เป็นผ้าใยสังเคราะห์ขนาดกว้าง 1.15 เมตร ยาว 39 เมตร ต้นผ้าได้อัญเชิญพระนามาภิไธยย่อ ม.ว.ก. มาประดิษฐานไว้ต่อจากสวนต้นผ้าเขียนภาพจิตรกรรมไทยเรื่องราวพุทธประวัติตั้งแต่ ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน 12 ตอน
ผืนที่สี่ ได้รับพระบรมราชานุญาต ให้จัดสร้างเมื่อ พ.ศ. 2556 เนื่องในคราวเฉลิมพระชนมพรรษา 86 พรรษา จึงได้ขอพระราชทานผ้าพระบฏ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้าตามวัตถุประสงค์ของการจัดสร้างพระบฏ ที่ได้รับพระราชทานเป็นผ้าแคนวาสขนาดกว้าง 1.20 เมตรยาว 89 เมตรต้นผ้าได้อัญเชิญพระประมาทที่ไทยย่อ ภ.ป.ร. ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎประดิษฐานไว้จากต้นผ้าไปทางขวาเขียนภาพจิตรกรรมไทยเรื่องราวพุทธประวัติจำนวน 29 ตอน ประกอบด้วย ทศชาติชาดก 24 ตอน พุทธประวัติตอนสำคัญ4 ตอน และเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 1 ตอน
ผืนที่5 ได้รับพระราชอนุญาตให้จัดสร้างเมื่อพ.ศ. 2557 จากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์อัครราชกุมารีตามที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 12 และโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย นครศรีธรรมราช โดยทรงอนุญาตให้ใช้อักษรพระนามย่อ จ.ภ. ประดิษฐานบนผืนผ้าที่ได้รับพระราชทานเป็นผ้าแคนวาสขนาดกว้าง 1.20 เมตรยาว 30 เมตร ส่วนต้นผ้าประดิษฐานอักษรพระนามย่อ ต่อจากต้นผ้าเขียนภาพจิตรกรรมไทยเรื่องราวพุทธประวัติตั้งแต่ประสูติจนปรินิพพาน
การปฏิบัติต่อภาพพระบทพระราชทาน
กล่าวถึงการปฏิบัติของชาวนครศรีธรรมราชต่อพระบฎพระราชทานในประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุอย่างสมและสมฐานะ นับตั้งแต่การสมโภชเพื่อแสดงถึงความยินดีที่ได้รับพระราชทานพระบฎจะให้ความสำคัญกับการเลือกสถานที่ พิธีการ ผู้เข้าร่วมพิธี ตลอดจนกิจกรรมประกอบพิธีการจัดขบวนแห่เน้นความสง่างาม และความสงบเป็นระเบียบเรียบร้อย ในพิธีถวายผ้าเริ่มจากพระสงฆ์ให้ศีลและเจริญชัยมงคลคาถา จากนั้นนักแสดงก็รำบูชาพระบรมธาตุ ต่อหน้าพุทธศาสนิกชนที่เข้าร่วมพิธีอย่างเนืองแน่น ทำให้พิธีอัญเชิญพระบฎ มีความเข้มขลังและเป็นสิริมงคล
การเลือกสถานที่ จะถือเอาตำนานและนัย ทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับพระบฎเป็นสถานที่สมโภชคือที่อำเภอปากพนังอันเป็นแหล่งที่มาของพระตามตำนานและที่สวนสาธารณะศรีธรรมราชซึ่งมีอนุสาวรีย์พระเจ้าศรีธรรมสุขประดิษฐานอยู่ ส่วนพิธีกรรมและพิธีการในการสมโภชพระบฎ จะเริ่มประกอบพิธีที่อำเภอปากพนังก่อนถึงวันแห่ภาคขึ้นธาตุ 2 วันเพื่อสมโภชพระบฎพระราชทาน วันรุ่งขึ้นจึงอัญเชิญผ้าพระบฏขึ้นบุษบก เพื่อส่งมอบให้แก่จังหวัดนครศรีธรรมราชที่สวนสาธารณะศรีธรรมราช แล้วจึงมีพิธีสมโภชครั้งก่อนที่จะอัญเชิญไปห่มพระบรมธาตุเจดีย์ในวันถัดไป
การเชิญผู้ร่วมพิธี ทั้งที่อำเภอปากพนังและที่สวนสาธารณะศรีธรรมโศกราช มีผู้ร่วมพิธี3 กลุ่มได้แก่ กลุ่มพระภิกษุสงฆ์ ทำหน้าที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เพื่อความเป็นสิริมงคลกลุ่มหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ทำหน้าที่อัญเชิญพระบฎจากอำเภอปากพนัง และรับพระบฎ ที่สวนสาธารณะศรีธรรมราช เพื่อให้พิธีมีความหมายสมบูรณ์ที่สุดและกลุ่มพุทธศาสนิกชนทั่วไปที่เข้าร่วมพิธีด้วยความตั้งใจในการจัดกิจกรรมประกอบ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เพิ่มคุณค่าให้แก่การสมโภชพระบฎ โดยเลือกจัดกิจกรรมพิเศษที่เกี่ยวข้องกับพระบฎ พระธรรม และพระมหากษัตริย์
การจัดขบวนแห่พระบฎ นับตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชได้รับพระพระราชทานเพื่ออัญเชิญมาใช้ในประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ ตั้งแต่ พ.ศ. 2530 คณะกรรมการได้ให้ความสำคัญแก่การจัดขบวนแห่พระบฎ เพื่ออัญเชิญขึ้นห่มโอบรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ โดยจะพิถีพิถันในเรื่องการจัดขบวนแห่ให้มีความสง่างาม และเป็นระเบียบตั้งขบวนบริเวณหน้าศาลาประดู่หก และสนามหน้าเมืองตามแผนผังการจัดริ้วขบวนเป็นลำดับชัดเจน ผู้เข้าร่วมขบวนแต่ละปีมีจำนวนนับ 10,000 คน ซึ่งมาจากหน่วยงานราชการ ภาคเอกชน และพุทธศาสนิกชนทั่วไป ครั้งถึงเวลา 15:00 น. จึงจะเคลื่อนขบวนมุ่งสู่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร
การถวายผ้าพระบทพระราชทาน เมื่อขบวนแห่พระบฎพระราชทานมาถึงวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร พระสงฆ์ศีล และเจริญชัยมงคลคาถา ศิลปินแสดงศิลปวัฒนธรรมเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาจากนั้นผู้ร่วมขบวนแห่พระบฎและพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีถวายผ้าพระบฎพระราชทาน โดยการกล่าวคำถวายตามประธานในพิธีถัดมาเข้าสู่พิธีอัญเชิญพระบฎขึ้นห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์เริ่มต้นด้วยการส่งตัวแทนเข้าร่วมพิธีประมาณ 10 คนส่วนใหญ่จะเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของจังหวัด พระสงฆ์เดินนำคณะตัวแทนอัญเชิญพระบฎเวียนขวา บนลานประทักษิณรอบฐานเจดีย์ จำนวนสามรอบ
ผ้าพระบฎพระราชทาน : ปัจจัยและสื่อส่งเสริมสืบสานประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ กล่าวถึงความสำคัญของพระบฎพระราชทาน ในแง่การสื่อที่ช่วยส่งเสริมสืบสานประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุที่นครศรีธรรมราช ทั้งในด้านแนวคิดมีการเตรียมย้ำแนวคิดเรื่องการสร้างพระบฎ เพื่อเป็นเครื่องบูชาและขยายผลไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน ด้านพิธีกรรมมีการปรับปรุงการประกอบพิธีสมโภชพระบฎให้มีความเข้มขลัง และพิธีอัญเชิญพระบทขึ้นห่มพระบรมธาตุเจดีย์ให้มีระบบระเบียบและสง่างามด้านสมาชิกมีสมาชิกร่วมงานเพิ่มขึ้นทั้งหน่วยงานที่เข้าร่วมเป็นผู้จัดงานและบุคคลที่เป็นผู้มาร่วมงานสุดท้ายด้านการเฉลิมฉลอง มีการขยายขอบเขตของงานกว้างขึ้น ในด้านระยะเวลาการจัดงานสถานที่จัดงานและกิจกรรมดังกล่าว
การจัดสร้างพระบฎพระราชทาน แต่ละผืนนอกจากเพื่อเทิดพระเกียรติพระผู้พระราชทานพระบฎเนื่องในโอกาสพิเศษ แล้วการส่งเสริมสืบสานประเพณีแห่พระขึ้นธาตุ ที่นครศรีธรรมราชก็เป็นวัตถุประสงค์ที่สำคัญประการหนึ่งด้วยในประเพณีนี้พสกนิกรและพุทธศาสนิกชนชาวนครศรีธรรมราชได้อัญเชิญพระบฎพระราชทานทุกผืนมาใช้ประกอบพิธี ตามวัตถุประสงค์ของการจัดสร้างด้วยตระหนักในคุณค่าและความหมายของพระบฎพระราชทาน ตลอดจนมุ่งมั่นในผลแห่งการปฎิบัติทั้งในด้านประเพณีและในวโรกาสอันเป็นมงคลพ้นจากการปฎิบัติต่อพระบฎพระราชทานดังกล่าวทำให้พระบฎพระราชทานเป็นปัจจัยและสื่อสำคัญที่ช่วยส่งเสริมสืบสานประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ ตามองค์ประกอบของประเพณีใ นด้านแนวคิด พิธีกรรมและการเฉลิมฉลองดังต่อไปนี้
1.แนวคิด คือหลักการหรือความเชื่อที่ยอมรับกันมาตั้งแต่อดีตว่าเป็นสิ่งดีงามที่ต้องกระทำเพื่อความสงบสุข หรือความเป็นระเบียบของสังคม แนวคิดอาจจะมีที่มามาจากลัทธิศาสนาความเชื่อเกี่ยวกับผีสางเทวดา และสิ่งที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติ แนวคิดหลักดั้งเดิมของประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุคือพุทธศาสนิกชนใช้พระบฎ ถวายพระบรมธาตุเจดีย์ เพื่อเพื่อเป็นพุทธบูชาในโอกาสสำคัญ เช่น วันสำคัญทางพุทธศาสนา วันสมโภชพระบรมธาตุเจดีย์ เป็นต้น แนวคิดนี้ได้รับการเสริมย้ำและขยายผลไปสู่การปฏิบัติอย่างชัดเจนทั้งในกลุ่มพุทธศาสนิกชนทั่วไป หน่วยงานราชการ องค์กรเอกชน และองค์กรภาคประชาชนดังจะเห็นได้ว่า พุทธศาสนิกชนช่วยกันจัดสร้างพระบฎมากขึ้น ขณะที่ส่วนราชการและองค์กรได้จัดสร้างพระบฎ เป็นการเฉพาะเพิ่มขึ้นด้วยทำให้จำนวนพระบฏในประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ เพิ่มขึ้นทุกปี
แนวคิดที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือมีการยกระดับประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ เป็นประเพณีนานาชาติโดยการนิมนต์พระสงฆ์ และเชิญพุทธศาสนิกชนจากประเทศต่างๆมาเข้าร่วมประเพณีด้วยได้แก่ เนปาล บังคลาเทศ ทิเบต จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม พม่า ลาว เขมร และมาเลเซียเพื่อให้พุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้เข้าร่วมพิธีกรรมอันเป็นกุศลนี้และยังเป็นการสนับสนุน การนำเสนอวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารเป็นมรดกโลก การดำเนินการดังกล่าวทำให้ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ มีความเป็นสากลมากขึ้นและก่อให้เกิดแนวคิดในการจัดสร้างพระบฎ ในรูปแบบและขนาดที่ต่างไปจากเดิม อีกทั้งส่งผลให้มีการขยายแนวคิดไปสู่การจัดงานแห่ผ้าห่มองค์พระบรมธาตุ วัดธาตุน้อย อำเภอช้างกลาง และเจดีย์ศรีธรรมราชอำเภอเชียรใหญ่จังหวัดนครศรีธรรมราช
2.พิธีกรรม คือการกระทำที่มีแบบแผนอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อให้วัตถุประสงค์ของผู้จัดพิธีกรรมพิธีกรรมประกอบด้วย เจ้าพิธี คือผู้ประกอบพิธีกรรมอย่างมีแบบแผนเพื่อเป็นไปตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ อีกสิ่งหนึ่งเป็นกรรมวิธี คือ ลำดับขั้นตอนในการประกอบพิธีกรรม พบว่า การเสริมย้ำและขยายแนวคิดเรื่องการนำพระบฎ ไปห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ เพื่อเป็นพุทธบูชา ทำให้ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุพัฒนาไปจากเดิมทั้งในด้านเจ้าพิธีเพื่อเป็นประเพณีนานาชาติ จึงมีพระสงฆ์จากต่างประเทศเข้าร่วมพิธีกรรมมากขึ้น ส่วนในด้านกรรมวิธี มีการพัฒนาวิธีการจัดทำพระบฎ เช่นการเขียนลงบนผืนผ้าการพิมพ์ลงบนกระดาษและการพิมพ์ลงบนไวนิว ทั้งยังมีการจัดพิธีสมโภชพระบฎ ให้มีความเข้มแข็งรวมถึงการจัดขบวนแห่พระบฎ การถวายพระบฎ และการนำพระบฎขึ้นห่มพระบรมธาตุเจดีย์ได้พัฒนามากขึ้น
3.การเฉลิมฉลอง คือการจัดงานรื่นเริงต่างๆให้เกี่ยวเนื่องกับพิธีกรรมเพื่อให้สมาชิกสังคมได้ร่วมแสดงความยินดีและเกิดความสนุกสนานการจัดงานประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ ได้ขยายขอบเขตกว้างขึ้นทั้งในด้านระยะเวลาการจัดงานสถานที่จัดงานและกิจกรรมกล่าวคือนับตั้งแต่พ.ศ. 2553 เป็นต้นมาจะจัดงาน4-7วัน ที่วัดพระพระมหาธาตุวรมหาวิหาร สวนสาธารณะศรีธรรมโศกราช และอำเภอปากพนังกิจกรรมที่สำคัญได้แก่กิจกรรมปฏิบัติบูชาและส่งเสริมพระพุทธศาสนา กิจกรรมสมโภชแห่พระขึ้นธาตุและเวียนเทียนกิจกรรมนิทรรศการทางพุทธศาสนา กิจกรรมประเพณีท้องถิ่น กิจกรรมการแสดงและมหรสพ กิจกรรมการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน กิจกรรมท่องเที่ยวทางธรรมและกิจกรรมตกแต่งสถานที่ ประกอบพิธีกรรมการเฉลิมฉลองดังกล่าว ทำให้ประเพณีแห่ขึ้นธาตุเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น
ผลสืบเนื่องจากการส่งเสริมประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ ทำให้ประเพณีนี้ได้รับคัดเลือกให้เป็นกิจกรรมดีเด่นเพื่อรับรางวัลนวัตกรรมด้านการตลาด การท่องเที่ยวตามกลยุทธ์สร้างการรับรู้ความเป็นเอกลักษณ์พื้นที่ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยพ.ศ. 2555 นอกจากนี้พบว่า การปฎิบัติประเพณีก่อให้เกิดความสามัคคีในชุมชนและความสามัคคีนั้นเป็นกำลังสำคัญในการสร้างความเจริญมั่นคงให้แก่ท้องถิ่นและประเทศชาติ ดังที่เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชได้บริหารจัดการบ้านเมืองโดยใช้หลักธรรมนำการพัฒนาด้วยวิธีการสร้างความศรัทธา ให้พระบรมธาตุเจดีย์เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน และมีประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ เป็นกุศโลบายหนึ่งในการรวมพลังศรัทธาของประชาชน ทำให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ และเป็นปัจจัยนำไปสู่การพัฒนาบ้านเมืองให้มีความเจริญ สะท้อนความเป็นเมืองที่มีความรุ่งเรืองมาตั้งแต่อดีต
<b>ผ้าพระบฎและผ้าพระบฎพระราชทาน จึงเป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่สามารถนำไปใช้ศึกษาประวัติเกี่ยวกับพระในประเทศไทยและนครศรีธรรมราช ได้เป็นอย่างดีซึ่งก่อให้เกิดเข้าใจความหมายความเป็นมาและความมุ่งหมายในการสร้างพระบฎ รวมทั้งรูปแบบและลักษณะพระบฏที่พบในประเทศต่างๆยิ่งกว่านั้นกรณีศึกษาผ้าพระบฎพระราชทานในประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุที่นครศรีธรรมราช ทำให้เห็นว่าพระบฎได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงค์ ส่วนในการส่งเสริมประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ ยิงขณะเดียวกันยังแสดงให้เห็นถึงพลวัตของความเชื่อเกี่ยวกับพระบทในสังคมไทยที่มีความเชื่อมโยงการถวายพระบุตรเพื่อเป็นพุทธะบูชาและการถวายความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เป็นเรื่องเดียวกัน
กระนั้นก็ดีหากพิจารณาจากแง่มุมของพุทธศาสนิกชนที่อัญเชิญพระบฎ หรือนำผ้าผืนยาวสีขาวแดง และเหลือง มาห่มล้อมรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ในประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ จะพบว่าการปฎิบัติในประเพณีมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อถวายเครื่องบูชาต่อพระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนพระพุทธองค์ ด้วยหวังกุศลจากการปฎิบัติ จะส่งผลดีต่อตนเองและสมาชิกในครอบครัวทั้งยังสื่อถึงความศรัทธาอย่างสูงของพุทธศาสนิกชน ที่มีต่อพระบรมธาตุเจดีย์ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าการปฎิบัติต่อพระบรมธาตุเจดีย์ในประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ เป็นการสืบทอดคติ “ ธาตุบูชา” ทำให้คติดังกล่าวยังคงมีการถือปฏิบัติสืบมาแม้บริบททางสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปแต่คติธาตุบูชาก็ยังดำรงอยู่อย่างเหนียวแน่นจึงเป็นผลให้พระบรมธาตุเจดีย์ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนไม่เสื่อมคลาย
ที่มา ผ้าพระบฏและผ้าพระบฎพระราชทาน .รศ.วิมล ดำศรี
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






































